FEATURE

กีรติ เจริญลาภ : สนีกเกอร์เฮดพันคู่ผู้ใช้ทฤษฏีใหม่ปั้นค่ายเล็กให้เป็นจอมล้มยักษ์ | Main Stand



ภาพลักษณ์ของโปรโมเตอร์มวยไทย ในความคิดของคุณเป็นแบบไหน ? ต้องมีคาแร็กเตอร์น่าเกรงขาม ? เป็นชายมีอายุที่รายล้อมไปด้วยลูกน้องและบริวาร ? เหมือนดั่งที่คุณเคยเห็นจากหนัง-ละครไทยหรือไม่ 

 


สำหรับ “ตั้ม-กีรติ เจริญลาภ” หัวหน้าค่ายมวยทีบีเอ็มยิม และโปรโมเตอร์ประจำเวทีราชดำเนิน ผู้มีภาพลักษณ์ที่แทบจะตรงข้ามกับสิ่งที่หลายคนนึกภาพไว้ 

เพราะเขาคือ ชายหนุ่มวัย 41 ปีที่หลงใหลในสนีกเกอร์ จนมีรองเท้าสะสมอยู่นับพันคู่ นอกจากนี้เขายังชื่นชอบดนตรีร็อคเป็นชีวิตจิตใจ 

ตัวตนที่ไม่เหมือนใครของ ตั้ม กีรติ ไม่ได้ถูกนำเสนอมาเพียงแค่เปลือกภายนอกในด้านแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนออกมาผ่านการทำค่าย “มวยไทย” ด้วยกลยุทธ์และวิธีการที่ร่วมสมัย

 

ทายาทตำนาน

เสียงอื้ออึงจากมวลชนที่แน่นขนัดบนอัฒจันทร์ กลิ่นน้ำมันมวยที่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ และการต่อสู้ที่ดุเดือดเลือดพล่าน ของสองสุภาพบุรุษบนสังเวียนมวยราชดำเนิน  

ล้วนแล้วแต่เป็นความทรงจำในวัยเด็กที่ กีรติ ไม่เคยลบเลือนออกไปจากหัว เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เขาได้ใช้ชีวิตร่วมกับคุณพ่อ ผู้เป็นตำนานนักจัดมวยไทยอาชีพ ในศึกถล่มพสุธา

 

 “ผมโตมากับเวทีมวยราชดำเนิน เพราะคุณพ่อ ป๋ากอบ (ประกอบ เจริญลาภ) ทำอาชีพโปรโมเตอร์ ทุกเย็นหลังเลิกเรียนพ่อก็จะพามาที่สนามมวย ผมก็จะวิ่งเล่นอยู่แถว ๆ นั้นล่ะครับ” 

“นักมวยยุคนั้นอย่าง เจริญทอง-เจริญทรัพย์ เกียรติบ้านช่อง พ่อก็เป็นผู้จัดจนโด่งดัง รวมถึงพี่ตู่ แสงเทียนน้อย (ส.รุ่งโรจน์) พ่อก็เคยจัดแกขึ้นชก ราชดำเนินในความทรงจำของผม จึงเป็นเวทีที่มีแต่นักมวยดัง ๆ คนดูเต็มสนาม แน่นมากจนต้องยืนดู” 

“เท่าที่จำได้ พ่อผมมีนิสัยเป็นคนรักพวกพ้อง เพื่อนฝูงก็เลยเยอะ และพ่อก็ชอบมวยไทยเป็นชีวิตจิตใจ จนกระทั่งผมอายุได้สัก 10-11 ขวบ คุณพ่อก็เลิกจัดมวยไป เพราะปัญหาสุขภาพ ไม่สามารถเดินเหินได้เหมือนปกติ เพราะป่วยเป็นอัมพฤกษ์”

น่าเสียดายที่ กีรติ เหลือเวลาที่จะมีความทรงจำดี  ๆ ร่วมกันกับคุณพ่อถึงแค่ตอนที่เขาอายุ 15 ปี เพราะคุณพ่อประกอบ เจริญลาภ ได้จากโลกนี้ไป ในขณะที่เขากำลังศึกษาในระดับ ปวช. 

 

สนีกเกอร์เฮดพันคู่

ต่อมาเมื่ออายุได้ 18 ปี หลังเรียนจบ ปวช. กีรติ ก็ตัดสินใจบินไปอยู่กับคุณแม่ที่ย้ายไปตั้งรกรากและทำกิจการร้านค้าในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันแปลกใหม่ ทั้ง วัฒนธรรม ดนตรี แฟชั่น และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักสะสมรองเท้าสนีกเกอร์ 

“ครั้งแรกที่ผมไปอยู่ญี่ปุ่น ความจริงคุณแม่ท่านส่งไปเรียนแหละ แต่ผมอยากทำงานมากกว่า ก็เลยหนีเรียนไปทำงานร้านอาหารไทย เป็นเด็กเสิร์ฟ, ไปทำงานเป็นเด็กล้างแก้วในผับ ตอนนั้นเงินเดือนที่ผมได้ ตีเป็นเงินไทยก็ประมาณ 30,000 บาท นั่นเมื่อ 20 ปีก่อนนะ ซึ่งถือว่าเยอะสำหรับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่ง” 

“โตเกียวยุคนั้น แทบจะเป็นเมืองศูนย์กลางของแฟชั่น ผมตื่นตาตื่นใจกับทุกอย่างที่เจอ ผมชอบดนตรีร็อคมาก ๆ  และที่นั่นก็ทำให้ผมเริ่มหันมาสะสมรองเท้าสนีกเกอร์ ผมทำงานเก็บเงินไปซื้อรองเท้า สะสมมาเรื่อย ๆ ตอนนี้ก็เป็นคอลเล็กเตอร์ที่มีสนีกเกอร์มากกว่า 1,000 คู่อยู่ที่บ้านแล้ว” รอยสักที่คอของเขาที่เป็นรูปโลโก้รองเท้า คอนเวิร์ส คือสิ่งยืนยันความชอบของ ตั้ม ได้เป็นอย่างดี 

แสง สี เสียงของโตเกียว ตลอด 4-5 ปีแรกที่อยู่ญี่ปุ่น ทำให้ กีรติ เจริญลาภ แทบจะไม่ได้นึกถึงกีฬามวยไทยเลย  

เขายอมรับตามตรงว่า ไม่เคยจินตนาการเลยด้วยซ้ำว่า วันหนึ่งเขาจะได้กลับมาทำงานเป็นหัวหน้าค่ายมวย และได้มาเป็นโปรโมเตอร์ที่เวทีราชดำเนินเหมือนกับคุณพ่อ … 

จะด้วยโชคชะตาหรือเรื่องบังเอิญก็ไม่อาจทราบได้ สิบกว่าปีต่อมา  “กีรติ เจริญลาภ” ก็ได้เป็นทั้งหัวหน้าค่ายมวยไทย และผู้จัดมวยประจำเวทีราชดำเนิน ตามรอย ป๋ากอบ ผู้เป็นพ่อ 

 

คิดนอกกรอบ 

“หลังจากอยู่ญี่ปุ่นมา 5-6 ปี ผมก็กลับมาเรียนต่อที่ มหาวิทยาลัยรังสิต พอจบปริญญาตรีก็บินกลับไปหางานทำที่ญี่ปุ่น ผมได้งานอยู่ในบริษัทก่อสร้างแห่งหนึ่ง รายได้ค่อนข้างดี ทำงานเป็นล่ามแปลภาษา เพราะเราสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ คนงานส่วนใหญ่เป็นคนไทย เราก็มาช่วยตรงนี้ กระทั่งบริษัทมาประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจนต้องปิดตัวลง” 

“ตอนนั้นผมเก็บเงินได้ประมาณหนึ่งเลย เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่น ผมแทบไม่ได้ใช้เงินเลย ชีวิตทำแต่งานกับเก็บเงิน ก็เริ่มไปเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับเพื่อนฝูง เพื่อต่อยอดเงินทุนของเรา จนได้มาคุยกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาทำธุรกิจเปิดสนามฟุตบอลหญ้าเทียมให้เช่า พอจะมีพื้นที่ข้าง ๆ เหลือ อยากลองทำยิมมวยสำหรับออกกำลังกาย ผมก็บอกเอาดิ น่าสนใจ”

กีรติ เริ่มต้นจับธุรกิจยิมมวยเพื่อการออกกำลังกาย เมื่อ 7 ปีก่อน ทว่ากลิ่นน้ำมันมวยก็ดึงดูดให้เขา หวนกลับไปนึกถึงตอนวัยเด็กที่ใกล้ชิดกับคุณพ่อผ่านกีฬามวยไทย นั่นจึงทำให้หลังจากนั้นไม่นานนัก กีรติ ก็ตัดสินใจทำค่ายมวยขนาดเล็กควบคู่ไปด้วย

ช่วงแรก กีรติ ลงทุนทำค่ายมวยโดยเน้นดึงเอานักมวยโนเนม และครูมวยจากต่างจังหวัดมาอยู่ในการดูแล  เขามอบอิสระในการฝึกสอนให้กับเทรนเนอร์อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นการใช้วิธีการแบบ Old School ที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เหมือนอย่างที่ค่ายมวยทั่วไปส่วนใหญ่ทำกัน แต่ผลลัพธ์กลับไม่เป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง

“ผลงานช่วง 4 ปีแรกของเราไม่ดีเลย นักมวยชกแพ้ตลอด ผมจึงเริ่มศึกษาโมเดลของค่ายมวยต่างประเทศ ว่าทำไมเขาถึงสร้างนักกีฬาให้เก่งจนไปถึงระดับโลกได้ ก็ได้คำตอบว่า เขาให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์การกีฬา, โภชนาการ, เรื่องเวท เทรนนิ่ง” 

“รวมถึงการเก็บสถิติ ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะตัวเลขจะบอกเราได้ทุกอย่าง แต่ในเมืองไทยยังไม่ค่อยมีค่ายมวยไหนทำ ถึงมีก็น้อยมาก ๆ” 

“ผมอยากลองใช้วิธีการแบบ New School ดูบ้าง เพราะอยากรู้ว่าถ้าสมมติเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ นักมวยของเราจะพัฒนาขึ้นแค่ไหน ?”

กีรติ จัดการลงมารื้อระบบใหม่ทั้งหมด เขาจ้างนักวิทยาศาสตร์การกีฬา, นักโภชนาการ ให้มาดูแลตั้งแต่อาหารการกินที่ต้องควบคุม ผสมผสานกับการฝึกสอนเทคนิคมวยไทยแบบคนรุ่นเก่า 

ที่นี่เน้นเรื่องการดูแลสมรรถภาพร่างกาย เพราะนักมวยทุกคน ต้องผ่านการทดสอบความฟิตก่อนขึ้นชก หากระดับความฟิตไม่ถึงในเกณฑ์ที่ค่ายตั้งไว้ ก็จะไม่ถูกส่งขึ้นแข่งขัน เพื่อให้นักมวยมีพละกำลังเพียงพอสำหรับเกม 5 ยกบนสังเวียนมวยไทย 

นอกจากนี้ กีรติ ยังติดต่อกับอาจารย์ด้านจิตวิทยา จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาจัดทำคอร์สพิเศษ เพื่อดูแลด้านสภาพจิตใจของนักชกทุกคนในค่าย เพราะเขามีความเชื่อว่านักมวยจะทำผลงานได้ดี ก็ต่อเมื่อมีความพร้อมสมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

“จากค่ายมวยที่เป็นไม้ประดับ แพ้มากกว่าชนะ พอเราเริ่มใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาเข้ามาช่วย และจัดทำเรื่องสถิติอย่างจริงจัง ผลงานของนักมวยของเราก็ดีขึ้นมาก กลายเป็นค่ายที่แฟนมวยให้การยอมรับ และเชื่อถือว่าเราฝึกนักมวยมาสู้ได้จริง แถมยังมีร่างกายที่แข็งแรงอีกด้วย”

ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าของนักชกจากค่ายทีบีเอ็มยิม ส่งผลให้ชื่อของ ตั้ม กีรติ เริ่มอยู่ในความสนใจของผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการมวยไทย ในฐานะค่ายมวยขนาดเล็กจอมล้มยักษ์ ที่พลิกล็อกเก็บชัยชนะเหนือนักมวยจากค่ายใหญ่ได้อยู่เสมอ 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีปูมหลังเป็นถึงทายาทของ โปรโมเตอร์ระดับตำนานอย่าง ประกอบ เจริญลาภ ชื่อของเขาก็เป็นที่สนใจเข้าไปอีก

จนเมื่อปี 2020 กีรติ ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในชีวิต เมื่อได้รับเทียบเชิญให้มาทำหน้าที่เป็น หนึ่งในโปรโมเตอร์รุ่นใหม่ของเวทีมวยราชดำเนิน เพื่อมาช่วยกันสร้างสรรค์มวยไทย และนำพาสังเวียนที่เก่าแก่สุดของเมืองไทย กลับมารุ่งโรจน์อีกครั้ง

“ทุกครั้งที่เข้าสนามมวยราชดำเนิน ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนวันวานกลับไป รู้สึกเหมือนพ่อยังไม่ได้จากไปไหน พ่อยังอยู่ข้าง ๆ ผมเสมอ” 

“ผมยังจดจำทุกอย่างในตอนที่พ่อจัดมวยได้ดี ราชดำเนินเคยบูมและได้รับความนิยมมากแค่ไหน และต่อจากนี้ผมจะสานต่อตำนานบทนั้น อย่างน้อยผมก็อยากจัดมวยให้ดีที่สุด ให้เท่ากับที่พ่อเคยทำไว้” ตั้ม สนีกเกอร์เฮดหัวใจรักมวยไทย กล่าวทิ้งท้าย 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

Fake Writer
     


PHOTO

อาณกร จารึกศิลป์

Main Stand's Photographer
     


x