FEATURE

Classic Football Shirts : มูลค่าทางใจคนรักเสื้อฟุตบอล ที่หาซื้อตามท้องตลาดไม่ได้



สำหรับนักฟุตบอล เสื้อแข่งอาจเปรียบเสมือน "เครื่องแบบ" ที่พวกเขาต้องใส่เพื่อทำหน้าที่ในสนาม แต่สำหรับแฟนบอล มันเปี่ยมค่ายิ่งกว่านั้น ...


 

เพราะเสื้อฟุตบอลในบางครั้งก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาภรณ์ห่อหุ้มร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเหมือนเครื่องบันทึกความทรงจำของทีมรัก นักเตะคนโปรด หรือแม้แต่เกมการแข่งขันต่างๆ ที่หลายคนจำได้ขึ้นใจ

และชื่อหนึ่งที่คนรักเสื้อฟุตบอลมักนึกถึงอยู่เสมอก็คือ Classic Football Shirts หรือ CFS ร้านขายเสื้อฟุตบอลที่มีจุดเด่นคือ เสื้อส่วนใหญ่ในร้านคือเสื้อแข่งที่ทีมต่างๆ เคยใช้ในอดีต รวมถึงเสื้อแบบแมตช์วอร์น (Match worn) หรือเสื้อที่นักเตะใส่แข่งขันจริง

ทีมงาน Main Stand มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมนิทรรศการเสื้อฟุตบอลที่ CFS ขนเสื้อบอลจากทีมต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดงอย่างเต็มรูปแบบถึงประเทศไทย รวมถึงได้พูดคุยกับ แมทธิว เดล หนึ่งในสองหัวเรือใหญ่แห่งร้านขายเสื้อและนิทรรศการนี้

เสื้อบอล 1 ตัว ทำให้ "แมทท์" และ "ดั๊ก" ดั๊กลาส เบียร์ตัน เพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยมารู้จัก และสร้างอาณาจักรเสื้อบอลที่มีถึงกว่า 700,000 ตัวได้อย่างไร? อะไรคือเสน่ห์ของเสื้อฟุตบอล และมูลค่าทางจิตใจที่ไม่อาจหาซื้อตามท้องตลาดได้? และมีบ้างไหมกับเสื้อฟุตบอลที่พวกเขาอยากได้มาก แต่ยังไม่มีวาสนาได้ครอบครอง?

 

อยากให้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับดั๊กหน่อยว่า มารู้จักกันได้อย่างไร?

จริงๆ ผมกับดั๊กพอจะรู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้วล่ะครับ ก็เจอกันตามคลาสเรียนบ้าง แต่ยังไม่ได้สนิทกันมากเท่าไหร่ พอมาช่วงปลายๆ ของการเรียนมหา'ลัยก็มีเหตุให้เราได้เจอกันบ่อยขึ้น ทีนี้มันมามีเรื่องคือ ในตอนนั้นดั๊กเขาอยากได้เสื้อแข่งทีมชาติเยอรมันตะวันตก รุ่นแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 แล้วเขาไปเจอที่ผมโพสต์ขายในเว็บไซต์ eBay พอดี จากเหตุการณ์นี้แหละก็มารู้ว่า เออ เราสองคนก็ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ก็เลยสนิทมากขึ้นเรื่อยๆ


 

เป็นอย่างไรมาอย่างไรถึงได้เกิดเป็นร้านขายเสื้อฟุตบอลอย่าง Classic Football Shirts ได้?

จุดเริ่มต้นนั้นเกิดขึ้นราวๆ เดือนมกราคม 2006 ครับ ก็เป็นช่วงที่เราเพิ่งจบปริญญาตรีใหม่ๆ เลย เหตุผลเพราะพวกเราเองก็ชอบเสื้อฟุตบอลอยู่แล้ว และคิดว่ามันน่าจะต่อยอดสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับเราได้ อันที่จริงตอนแรกก็มีชวนพรรคพวกคนอื่นอยู่เหมือนกันนะ แต่ 2-3 เดือนหลังจากนั้น พอเห็นว่าไม่มีใครที่พร้อม ก็เลยตัดสินใจลุยกัน 2 คน เปิดเว็บไซต์ขึ้นมาเลย คือช่วงนั้นเราเองก็เพิ่งเริ่มสะสมเสื้อฟุตบอลได้ไม่นาน และก็รู้สึกว่า การที่มารวมกันมันจะทำให้ทุกอย่างเติบโตขึ้นเร็วกว่าแยกกันเดิน ก็เลยตัดสินใจที่จะร่วมมือกัน

 

แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้พวกคุณเริ่มสะสม จนถึงขั้นเปิดร้านขายเสื้อฟุตบอลเก่ากัน?

ผมคิดว่าเสื้อฟุตบอลมันเป็นสิ่งที่ช่วยเรียกความทรงจำในอดีตกลับมา เวลาคุณมองเสื้อตัวนั้น ในหัวคุณก็จะคิดถึงภาพเก่าๆ ของทีมโปรดคุณ ซึ่งแต่ละคนก็มองเสื้อตัวเดียวกันด้วยแง่มุมที่ต่างออกไป แต่ถึงจะไม่ใช่ทีมที่คุณเชียร์ บางทีมันก็เรียกความทรงจำบางอย่างกลับมา อาจจะเป็นเรื่องที่ทำให้ทีมโปรดคุณต้องเสียหน้า หรืออาจจะจำได้เพราะความแปลกและหายาก เหมือนย้อนอดีตสมัยที่เรายังเด็ก ค่อยๆ เติบโดขึ้นมา พวกเราเลยเริ่มที่จะเก็บสะสมเสื้อฟุตบอลด้วยสาเหตุนี้

 

พอจำได้ไหมว่า เสื้อแข่งตัวแรกที่เริ่มสะสมในนาม CFS ด้วยกันคือตัวไหน?

ผมคลับคล้ายคลับคลาว่าเสื้อบอลตัวแรกที่เราเริ่มต้นด้วยกัน จะเป็นเสื้อแมตช์วอร์นของ ไบรอัน คิดด์ สมัยอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหมือนจะเป็นตัวของปี 1970-71 นะ ก็ไปเจอมาจาก eBay ตอนนั้นพวกเราก็ไม่ค่อยจะมีความรู้มากนักว่าของจริงของปลอมดูกันตรงไหน แต่ก็ลองเสี่ยงดู ตอนนั้นรู้สึกจะจ่ายไป 800 ปอนด์ ได้มั้ง แต่เสื้อตัวเดียวกันนี่แหละ มูลค่าตอนนี้ปาเข้าไป 3,000-4,000 ปอนด์ละ

 

ช่วงแรกๆ ของ CFS เป็นอย่างไรบ้าง?

ตอนที่เริ่มต้นธุรกิจร้านขายเสื้อบอล พวกเราแทบไม่มีเงินสดเลย ส่วนใหญ่ก็จะใช้เครดิตการ์ดเอา เพราะเสื้อที่ได้มาหลายตัวก็ได้มาจากที่เขาขายบนโลกออนไลน์ด้วยแหละ ตอนแรกเราใช้เงินไปประมาณ 4,000-5,000 ปอนด์มั้งครับ ซื้อมาขายไป แล้วก็ค่อยๆ ขยับขยายมาเรื่อยๆ จนเป็นอย่างทุกวันนี้ แต่ถ้าให้คิดเป็นมูลค่ารวมน่ะเหรอ? ผมว่าแม้แต่ตัวผมเองยังคำนวณลำบากอยู่เหมือนกัน (หัวเราะ)

 

ทีนี้ อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้จากที่มีเสื้อบอลเพียงไม่เท่าไหร่ กลายเป็นมีกว่า 700,000 ตัวในปัจจุบันได้ล่ะ?

หลังเปิดกิจการได้ 2 ปี กิจการของเราก็เติบโตจนไปเช่าสถานที่ทำหน้าร้านแถวๆ ใจกลางเมืองแมนเชสเตอร์ได้ ตอนนั้นแหละที่เราเริ่มที่จะติดต่อกับบริษัทผู้ผลิตเสื้อฟุตบอล และสโมสรต่างๆ เพื่อขอซื้อเสื้อแข่งของทีมในฤดูกาลเก่าๆ มาขาย เพราะในช่วงแรกๆ เรามีแต่เสื้อรุ่นเก่าๆ จากยุค 1980s-1990s ที่ต้องขายด้วยราคาสูงๆ เพราะเราเองก็ได้มาด้วยราคาแพงแล้ว ซึ่งแน่นอน แฟนบอลเองก็ไม่สามารถซื้อหาได้ทุกคน เราก็เลยคิดเอาเสื้อบอลที่ตกรุ่นแล้วมาขาย จะตกรุ่นแค่ปีเดียวก็ได้ เพื่อที่แฟนบอลจะได้เข้าถึงเสื้อฟุตบอลของแท้ได้ง่ายขึ้น แค่มีเงินซัก 10 ปอนด์ (ราว 500 บาท) ก็ซื้อได้แล้ว

ทีมแรกๆ ที่ยอมปล่อยเสื้อรุ่นเก่ามาให้กับทางเราก็เห็นจะเป็น เอซี มิลาน พวกเขามีเสื้อบอลรุ่นเก่ามากกว่า 60,000 ตัวที่กองไว้ในโกดังเฉยๆ ไม่รู้จะทำอะไรกับมันเป็น 10 ปี เราก็เลยติดต่อขอซื้อมาทั้งหมดในปี 2010 ผมว่านี่แหละคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของเรา เพราะมันทำให้ตลาดเปิดกว้างขึ้นมาก แฟนบอลจากหลายประเทศมาซื้อเสื้อบอลกับทางเรา โดยเฉพาะจาก ประเทศจีน ซึ่งมิลานคือหนึ่งในทีมดังของที่นั่น และนั่นช่วยให้เรามีชื่อเสียงมากขึ้น จากนั้นมาการติดต่อกับสโมสรรวมถึงแบรนด์เสื้อเพื่อขอซื้อของมาขายก็ไม่ใช่เรื่องยากละครับ

 

ในบรรดากว่า 700,000 ตัวที่มี เสื้อตัวไหนที่ได้มาแพงที่สุด?

โอ้ พูดยากเหมือนกันว่าตัวไหนที่พวกเราเก็บสะสมมาแพงที่สุด พวกเราก็ไม่อยากที่จะขายเสื้อที่เป็นพวกแมตช์วอร์น รึตัวที่มีความพิเศษออกไป เพราะเราอยากให้แฟนฟุตบอลไม่ว่าจะเป็นที่ไหนๆ ได้เข้ามาดูอย่างใกล้ชิด รำลึกความหลังไปด้วยกัน อย่างเสื้อของ เดวิด เบ็คแฮม หรือ ซีเนดีน ซีดาน ที่ใส่แข่งจริงในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย มันก็มีแค่ราว 10 กว่าตัว เพราะพวกเขาเคยเล่นฟุตบอลโลกราวๆ นั้น แต่เราก็ได้มันมา

คือถ้าพูดถึงเรื่องราคา เสื้อฟุตบอลหลายตัวก็ประเมินกันลำบาก เพราะราคาของมันก็ขึ้นอยู่กับความพอใจของคนซื้อและคนขายด้วย ถึงบางคนพร้อมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ได้มา แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย มันก็จบแค่นั้น


 

แล้วตัวไหนที่ได้มาแสนยากชนิดเลือดตาแทบกระเด็นที่สุด?

ตัวที่หายากชนิดเลือดตาแทบกระเด็นเหรอครับ? ผมว่าคงเป็นในส่วนของพวก One-off เสื้อที่ใส่ในวาระพิเศษแค่เกมเดียวน่ะนะ อย่างเสื้อแข่งทีมชาติเยอรมันตะวันตกรุ่นแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 ที่คาดลายเป็นธงชาติเยอรมัน แต่เป็นสีเขียวเหมือนเสื้อเยือนน่ะ ตัวนั้นกว่าจะได้มาเหมือนจะกินเวลาไปร่วมๆ 10 ปี ก็เพิ่งมาได้เมื่อราวๆ ช่วงปลายปี 2018 นี่เอง และที่เหลือเชื่อคือ หลังจากนั้นเดือนเดียวเองมั้ง เราก็เจอตัวที่สอง

อีกตัวที่หายากสุดๆ ก็คงเป็นเสื้อแมตช์วอร์นที่ทีมชาติ อาร์เจนติน่า ใส่ในฟุตบอลโลก 1986 ปีที่พวกเขาคว้าแชมป์ แต่เป็นเสื้อเยือนซึ่งใส่นัดที่เจอกับ อังกฤษ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดที่ ดีเอโก้ มาราโดน่า ทำ 'หัตถ์พระเจ้า' นั่นแหละ ตัวนั้นเลย ซึ่งเราก็ได้ตัวที่ใส่โดยผู้เล่นคนอื่นในทีมชุดนั้นมา แต่กว่าจะได้ก็เหนื่อยเหมือนกัน


 

แล้วมีบ้างไหมสำหรับเสื้อตัวที่อยากได้ แต่ยังไม่มีวาสนาจะได้มาสักที?

มันก็มีเหมือนกันนะ เสื้อตัวที่พวกเราอยากได้แต่มันก็ยังไม่ได้เนี่ย ตัวนึงที่เราเคยเกือบได้มาแล้วก็คงเป็นเสื้อของ โคโลราโด้ แคริบูส์ ทีมใน NASL (ลีกฟุตบอลอาชีพของสหรัฐอเมริกาในอดีต) รู้สึกว่าจะเป็นตัวปี 1978 ที่สไตล์คล้ายๆ เสื้อคาวบอย มีพู่เย็บติดรอบๆ ตัวเสื้อน่ะครับ คือพอเห็นเสื้อที่มันแปลกๆ ไม่เหมือนใครแบบนี้ พวกเราก็อยากได้ แต่มันหายากชะมัด

นอกจากนี้ก็คงจะเป็นเสื้อแมตช์วอร์นที่ถูกใส่ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก และก็เสื้อแมตช์วอร์นของ ลิโอเนล เมสซี่ กับ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า สมัยที่ยังเป็นนักเตะ ก็หวังว่าโอกาสที่จะได้มาครอบครองคงมาถึงในสักวัน นั่นแหละครับ การควานหาอะไรพวกนี้บางทีก็เป็นเรื่องยาก แต่พอหากันจนเจอแล้ว มันดีต่อใจคนรักเสื้อบอลเสมอ


 

ทาง CFS เก็บรักษาเสื้อฟุตบอลที่มีกว่า 700,000 ตัวอย่างไร?

ตอนนี้เรามีโกดังเก็บเสื้อบอลขนาดใหญ่อยู่ติดกับ เอติฮัด สเตเดี้ยม สนามเหย้าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็เต็มจนต้องซื้อตู้คอนเทนเนอร์ไว้เก็บเพิ่มข้างนอกแล้วนะ (หัวเราะ) เราเองก็มีความคิดที่จะขยับขยายออกไปถัดจากนั้นหน่อย ให้มีเนื้อที่กว้างๆ ขึ้นในเร็ววันนี้แหละ

เรื่องการเก็บรักษานั้น คือถ้าเป็นเสื้อรุ่นใหม่ๆ ที่เพิ่งออกมาจากผู้ผลิตได้ไม่นาน อันนี้ก็เก็บรักษาง่ายหน่อย เอาใส่กล่องแบ่งตามทีม ตามแบบ ตามปี ตามไซส์ ก็จบ และก็หาง่ายด้วย แต่ถ้าเป็นเสื้อรุ่นเก่าๆ หายากๆ รวมถึงพวกแมตช์วอร์น เราจะแขวนเก็บไว้บนราวแยกไว้เป็นหมวดหมู่ต่างหาก เพราะแต่ละตัวก็มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมัน รวมถึงยังมีราคาที่แตกต่างกันตามความเก่าและสภาพอีกด้วย


 

มีแบ่งแยกไหมว่าเสื้อตัวนี้ของทาง CFS ตัวนี้ของส่วนตัว?

สำหรับผมกับดั๊ก ไม่มีเสื้อที่เป็นคอลเลคชั่นส่วนตัวของแต่ละคนครับ เสื้อที่เป็นคอลเล็คชั่นของ CFS ก็ถือเป็นคอลเลคชั่นสำหรับพวกเราด้วย อย่างที่พวกคุณเห็นในงานนิทรรศการของเรานี้ ก็คือคอลเลคชั่นของทาง CFS ทั้งหมด และเราก็ไม่มีแผนที่จะขายเสื้อพวกนี้ด้วย


 

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ CFS เข้าไปเป็นสปอนเซอร์คาดหน้าอกให้กับ เชฟฟิลด์ เอฟซี สโมสรฟุตบอลแห่งแรกของโลกที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 1857?

อย่างที่ทราบครับว่า เชฟฟิลด์ เอฟซี คือสโมสรฟุตบอลแห่งแรกบนโลกใบนี้ และสโมสรแห่งนี้เองก็มีความเป็นชุมชนของคนรักกีฬาฟุตบอล ก็เหมือนกับพวกเราที่ต้องการสร้างชุมชนคนรักเสื้อบอล ด้วยเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน พวกเขาจึงเป็นตัวเลือกที่ชัดเจนมากๆ สำหรับเราครับ

 

เหตุใด CFS ถึงมีความคิดที่จะจัดนิทรรศการเสื้อฟุตบอลขึ้นมา และเหตุใดถึงเลือกประเทศไทยเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ?

เราเริ่มจัดนิทรรศการเสื้อฟุตบอลแบบเต็มรูปแบบครั้งแรกน่าจะสักราวเดือนมีนาคม 2018 ที่เมืองแมนเชสเตอร์ สาเหตุก็เพื่อให้ทุกคนได้เห็นคอลเลคชั่นเสื้อฟุตบอลต่างๆ มากมายจากทางเรา รวมถึงเป็นงานที่ให้คนรักเสื้อฟุตบอลมาพบปะพูดคุยกัน หลังจากนั้นก็ไปที่กรุงลอนดอน แล้วก็ไปจัดนิทรรศการเล็กๆ ที่กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ช่วงฟุตบอลโลก 2018 กับที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา แล้วก็มาที่นี่ ซึ่งประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกนอกเกาะอังกฤษเลยครับที่เราเลือกมาจัดนิทรรศการเต็มรูปแบบ

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงเลือกประเทศไทยนั้น อย่างที่บอกครับว่าเราเองต้องการสร้างชุมชนคนรักและสะสมเสื้อฟุตบอล ซึ่งที่อังกฤษดูจะต่างคนต่างสะสมเสียมากกว่า ส่วนที่ไทย กลุ่มคนรักเสื้อบอลรวมกลุ่มกันเหนียวแน่นมาก แม้บางครั้งอาจจะหมายตาตัวเดียวกัน แต่ก็เป็นเพื่อนกันได้ และคอลเลคชั่นของนักสะสมเมืองไทยเองก็สุดยอดไม่แพ้กัน มีเสื้อตัวที่หายากก็ไม่น้อย นี่แหละครับที่ทำให้พวกเราเลือกที่จะมาจัดนิทรรศการที่ไทย เพื่อมาเห็นกับตาตัวเองนี่แหละ ซึ่งผลการตอบรับจากแฟนบอลและคนรักเสื้อฟุตบอลชาวไทยนั้นเป็นอะไรที่สุดยอดมาก ทางผมและทีมงานทุกคนต้องขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้จริงๆ

 

สำหรับพวกคุณแล้ว อะไรคือเสน่ห์ของเสื้อฟุตบอลที่ทำให้แฟนบอลทั่วโลกหลงใหล รวมถึงอยากได้มาครอบครอง?

สำหรับคนรักกีฬาลูกหนัง เสื้อฟุตบอลนั้นเหมือนเป็นกล่องเก็บความทรงจำ ไม่ว่าจะกับทีมฟุตบอล นักเตะ หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่น่าจดจำ ซึ่งพอได้เห็นหรือสัมผัส สิ่งเหล่านั้นก็จะย้อนกลับมาให้ได้คิดถึง บางทีเวลามีคนเข้ามาที่ร้านของเรา หรือแม้แต่ในงานนี้ บางคนก็จะตรงดิ่งไปหาเสื้อตัวที่พวกเขามีความทรงจำเลย

อย่างแฟนบอลของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เวลาเห็นเสื้อแข่งชุด 3 แชมป์ ก็จะนึกถึงขึ้นมาทันทีว่า เกมนั้นเรานั่งดูอยู่ที่ไหน นักเตะในทีมชุดดังกล่าวมีใครบ้าง และมันก็ทำให้เราอดยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้ ความทรงจำที่ทำให้นึกถึงเวลาเห็นเสื้อบอลสักตัวนี่แหละครับ ที่ทำให้หลายคนรักในการสะสม มันเป็นความสุขทางใจที่ประเมินค่าไม่ได้น่ะครับ

 

ขอบคุณภาพประกอบบางส่วนจาก : Let's take a photo



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


x