FEATURE

ทอม เดลีย์ : นักกระโดดน้ำเหรียญทอง โอลิมปิก กับความภาคภูมิใจในฐานะ LGBT | Main Stand



"ผมรู้สึกภาคภูมิใจที่จะพูดว่า ผมคือเกย์ และเป็นแชมป์ โอลิมปิก" ทอม เดลีย์ กล่าวออกมา ด้วยใบหน้าที่เปื้อนด้วยน้ำตาแห่งความดีใจ หลังจากคว้าเหรียญทองได้สำเร็จ


ที่ผ่านมา เดลีย์ เคยคิดว่าตัวเองจะไม่สามารถเป็นแชมป์ โอลิมปิก จากการที่เป็น LGBT แต่เขาก็ก้าวผ่านมาได้ ด้วยความภาคภูมิใจ

แม้อายุเพียง 27 ปี แต่ เดลีย์ ก็ผ่านอะไรมามากมาย เขาเล่น โอลิมปิก สมัยแรกตั้งแต่อายุเพียง 14 , ความคาดหวังจากคนทั้งประเทศ , การถูกจับจ้องจากสื่อในฐานะที่เป็นคนดัง และการขับเคลื่อนเพื่อความเท่าเทียมในสังคม ... นี่คือเรื่องราวของ ทอม เดลีย์ ยอดนักกระโดดน้ำระดับอัจฉริยะชาวอังกฤษที่รู้ตัวว่าหัวใจของเขาเรียกร้องอะไร ... และเติมเต็มความสุขชีวิตครอบครัวด้วยวิธีที่ "ไม่ธรรมดา"

ทอม คือเด็กน้อยขี้อายชาวอังกฤษจากเมืองพลีมัธ ฝันของเขาอาจจะแปลกแยกออกไปสักหน่อยเพราะในประเทศที่ฟุตบอลเป็นเหมือนลมหายใจ ทอม เลือกที่จะมองกีฬาชนิดอื่นอย่าง "กระโดดน้ำ"

"ทอมไม่เคยสนใจในกีฬาที่คนอังกฤษโดยทั่วไป รวมถึงน้องๆ ของเขาชื่นชอบอย่าง ฟุตบอล หรือ รักบี้ เลยค่ะ เพราะเขาดูจะหลงรักในกีฬาที่ต้องใช้ความแม่นยำ, สมาธิ รวมถึงความแข็งแกร่งทางร่างกายมากเหลือเกิน" เจนนิเฟอร์ เซลเวสเตอร์ คุณยายของทอม บอกเล่าถึงสิ่งที่หลานของเธอเป็นมาตั้งแต่วัยเด็ก

จุดกำเนิดที่ทำให้ดวงตาของเขาเป็นประกายเกิดขึ้นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ทอม ได้เห็น อเล็กซานเดร เดสปาธี นักกระโดดน้ำชาวแคนาดา คว้าเหรียญทองกีฬาเครือจักรภพอังกฤษปี 1998

ลีลาอันแสนแข็งแกร่งที่มีพร้อมๆกับความพริ้วไหวของ เดสปาธี ทำให้ ทอม ดวงตาเห็นธรรมตั้งแต่วัย 7 ขวบ ด้วยวัยนั้น ... คือช่วงที่เด็กทั่วไปจะต้องเจอสิ่งที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบถาโถมเข้ามา ทำให้สั่นไหว ไม่ว่าสิ่งใด ๆ บนโลกใบนี้ล้วนเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เสมอ

แต่ดูเหมือนว่าทอม จะเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่านั้น เขาทุ่มเทให้กับสิ่งที่ชอบอย่างเอาจริงเอาจัง และทำได้อย่างเต็มที่ เพราะคนที่คอยอยู่เคียงข้างเจ้าหนูทอมมาตั้งแต่แรกเริ่ม คือ คุณพ่อบังเกิดเกล้าของเขา  


Photo : www.dailymail.co.uk

พ่อของทอมนั้นมีอาชีพที่มั่นคงและเป็นหลักแหล่ง เขาทำงานเกี่ยวกับธุรกิจช่างไฟ มันเป็นธุรกิจที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ แม้เรื่องงานและการเงินจะรุ่งโรจน์ แต่หัวหน้าครอบครัว เดลีย์ ไม่ลืมที่คิดถึงความสุขของลูก ๆ และพิสูจน์ให้เห็นว่าสถาบันครอบครัวคือส่วนสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนๆหนึ่งเติบโตมาอย่างมีคุณภาพ    

เดลีย์ผู้พ่ออยู่เคียงข้างกับทอมตั้งแต่วันแรกที่เจ้าหนูวัย 7 ขวบเลือกเอาร่างกายกระโดดลงปะทะแผ่นน้ำ ความทุ่มเทของลูกและการส่งเสริมของผู้เป็นพ่อทำให้ 1 ปีต่อจากนี้ แสงเล็ก ๆ จากพรสวรรค์ของ ทอม เริ่มเปล่งประกายให้คนอื่น ๆ นอกจากครอบครัวของเขาได้เห็นแล้ว

ในวัย 8 ขวบ ความสามารถในการกระโดดน้ำของทอมเข้าไปถึงหู แอนดี้ แบงค์ส ชายผู้คลุกคลีกับวงการกระโดดน้ำของอังกฤษ ซึ่งออร่าความสามารถของทอมใช้เวลาทำงานอยู่สักพัก จนคลิกกับสายตาแมวมองของ แบงค์ส ในที่สุด

"ตอนนั้นมีคนบอกให้ผมไปดูฟอร์มของเด็กวัย 8 ขวบคนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่าเก่งไม่เลวเมื่อเทียบกับรุ่นราวคราวเดียวกัน ... แต่พอดูเขาไปราว 15 นาที ผมก็แทบถอดใจเลิกหวังไปแล้วด้วยซ้ำ" แบงค์ส พูดถึงการแรกพบที่ดูเหมือนจะทำให้เขาผิดหวังนิด ๆ

"ตอนนั้นผมยังไม่มีโอกาสได้เห็นเขากระโดดลงสระเลย เพราะทอมเอาแต่ร้องไห้ ไม่ยอมขึ้นบอร์ดกระโดดน้ำ" เขาขยายความ จนกระทั่งมีเสียงดังตู้ม ! ซึ่งเป็นเสียงที่ทำให้ แบงค์ส ตื่นจากอคติที่เขาสร้างขึ้นจากความรู้สึกแรก

"คนรอบข้างช่วยกันปลอบ ทอม จนเขายอม ในที่สุดเขายอมขึ้นไปกระโดดน้ำ ... พอลงมาเท่านั้นแหละ ผมก็รู้เลยว่า ไอ้เด็กนี่มันมีของ"  

เมื่อได้เข้ามาอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องจากผู้มีประสบการณ์และได้รับการผลักดันแบบไร้ข้อแม้จากครอบครัว ทอมก็ยิ่งทำให้ทุกคนมั่นใจว่าเขาจะมีโอกาสประสบความสำเร็จกับเส้นทางที่เขาเลือก

แบงค์สช่วยขัดเกลาจนทอมเก่งกาจขึ้น  เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นนักกระโดดน้ำอย่างเต็มตัว ขณะที่ทุกครั้งที่ ทอม ลงแข่งในระดับเยาวชน ภาพที่เหล่าผู้เกี่ยวข้องกับการแข่งขันจะได้เห็นเสมอ คือ ภาพของชายหัวโล้นตะโกนเชียร์เด็กหนุ่มอย่างเอาจริงเอาจังถึงข้างขอบสระ และนี่คือภาพพ่อของเขา ที่เดินทางไปเชียร์และให้กำลังใจเสมอ

ทอม ได้เชื้อที่จุดไฟแห่งความเอาจริงเอาจังในใจเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อ ลีออน เทย์เลอร์ อีกหนึ่งไอดอลในวงการกระโดดน้ำของเขาที่เพิ่งคว้าเหรียญเงินในโอลิมปิกที่กรีซเมื่อปี 2004 ได้มาพบกับทอมในวัย 10 ขวบ  เขาเห็นศักยภาพของเด็กคนนี้ไม่ต่างจากที่แบงค์สเห็น ...

"หลังจากที่ผมคว้าเหรียญเงินในโอลิมปิก 2004 ก็ได้เดินสายไปเยี่ยมชมโรงเรียนและสโมสรกระโดดน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ" ลีออน ที่ตัดสินใจเข้ามาขัดเกลาให้ ทอม เก่งกาจยิ่งขึ้น ย้อนความหลัง

"ผมไปสโมสรกระโดดน้ำของเมืองพลีมัธ ผมก็เจอทอมเป็นครั้งแรก ตอนนั้นเขาอายุราว 10 ขวบ และเพิ่งเริ่มหัดกระโดดน้ำได้ประมาณ 2 ปีเองมั้ง แต่คนที่นั่นกลับบอกว่า เด็กคนนี้นี่แหละ ที่จะเป็นผมคนถัดไป"

"วันนั้นผมได้มีโอกาสคุยกับเขาด้วย ซึ่งหลังเริ่มไปเพียง 2 นาที เขาก็เริ่มตั้งคำถามในแบบที่เด็กคนอื่น ๆ ไม่ค่อยถามกันจนผมรู้สึกว่า 'นี่เด็ก 10 ขวบจริงเหรอ ?' และพอได้เห็นเขากระโดดน้ำเท่านั้น กรามผมก็แทบค้าง เพราะเขามีศักยภาพเหนือกว่าใคร ๆ ที่ผมเคยพบมาตลอดการเล่นกีฬานี้เลยล่ะ"

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก หยาดเหงื่อและความพยายามของ ทอม เริ่มส่งผล เสริมแรงบวกจากทุกฝ่ายทำให้ เขาสร้างชื่อเสียงในฐานะนักกีฬาดาวรุ่งซึ่งเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในอังกฤษ จากความสำเร็จในเส้นทางการเป็นนักกีฬากระโดดน้ำ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเลยด้วยซ้ำ

 

โด่งดัง-โดดเด่น แต่เจ็บปวด

ผลงานของเขาเริ่มจากการเป็นนักกีฬาอายุน้อยที่สุดที่คว้าเหรียญทองในศึกชิงแชมป์สหราชอาณาจักรและชิงแชมป์ยุโรปเมื่อปี 2008 จนสร้างประวัติศาสตร์เป็นนักกีฬาอายุน้อยสุดของสหราชอาณาจักรที่ได้ไปแข่งขันมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ด้วยวัยเพียง 14 ปี ก่อนพุ่งทะยานถึงจุดสูงสุด ด้วยการคว้าเหรียญทองกระโดดน้ำในประเภทแพลตฟอร์ม 10 เมตร อันเป็นรายการถนัด ในการแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลกปี 2009

ความสามารถอันเอกอุหาตัวจับยาก และใบหน้าที่หล่อใสสไตล์หนุ่มป๊อปจากยูเค ทำให้ทอม ได้มีโอกาสเป็นพรีเซนเตอร์ของแบรนด์กีฬาดังอย่าง อาดิดาส ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนของทีมโอลิมปิก สหราชอาณาจักร ที่กำลังจะแข่งขันในปี 2012 ทว่าขณะที่ช่วงเวลาขาขึ้นของ ทอม กำลังดำเนินไปตามวิถีคนจะดัง แต่แล้วฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงมาลงกลางหัวใจของเขา ...

ช่วงเวลาเพียงไม่นานนักก่อนที่โอลิมปิกฤดูร้อนปี 2012 ที่สหราชอาณาจักรอันเป็นรายการที่ครอบครัว เดลีย์ รอคอยจะเริ่มขึ้น ความลับที่พ่อของเขาปิดบังมาตลอดก็ถูกสิ่งที่เรียกว่า "ธรรมชาติ" ช่วยไขออกมา ไม่ให้เป็นความลับอีกต่อไป

Photo : www.dailymail.co.uk

มิสเตอร์เดลีย์ ปกปิดเรื่องที่เขาเป็นโรคมะเร็งที่สมองตั้งแต่เมื่อปี 2006 ลูกชายของเขาไม่เคยระแคะระคายเลยสำหรับเรื่องนี้ เหตุผลก็เพราะว่าเจ้าตัวไม่อยากให้ลูกเสียสมาธิในการสานฝันใหญ่แม้แต่น้อย

พ่อของเขาแอบสู้กับโรคร้ายถึง 5 ปี และในปี 2010 อาการเริ่มทรุดตัวหนักจนต้องพึ่งการใช้เคมีบำบัด (คีโม) แต่ถึงอย่างนั้น ทอม ก็ยังเด็กเกินกว่าที่จะเข้าใจอะไรที่ซับซ้อน แม้เขาจะเป็นนักกีฬาตัวแทนประเทศ แต่เนื้อในของเขายังก็ยังมีความเป็นเด็กอยู่ดี

และถึงแม้ว่า 5 ปีจะเป็นระยะเวลาอันแสนยาวนาน แต่นั่นก็ไม่มากพอที่จะทำให้ได้เห็นช่วงเวลาที่พ่อของเขาเฝ้ารอมาตลอดชีวิต

Photo : www.dailymail.co.uk

พฤษภาคมปี 2011 พ่อของทอมพ่ายแพ้ต่อโรคร้าย ชีพจรของเขาไม่ตอบสนอง และทิ้งลมหายใจสุดท้ายเป็นการสั่งเสียลูกชายสุดที่รักของเขา ก่อนที่โอลิมปิก จะเริ่มขึ้น 1 ปี ...

"พ่อไม่เคยเล่าให้ผมฟังเลยว่าตอนนั้นเขาป่วยหนักขนาดไหน จนในเวลาต่อมาผมถึงเข้าใจว่า พ่อทำเช่นนั้นก็เพื่อปกป้องผมนั่นเอง"

การสูญเสียแบบไม่ทันได้เตรียมตัวทำให้ทุกอย่างเรรวนไปหมด มันเหมือนกับเฟืองชิ้นใหญ่ที่คอยขับเคลื่อนทอมได้หยุดทำงานไป จนมีผลงานที่ผิดคาดในโอลิมปิกปี 2012

เขากระโดดพลาดในการแข่งขันประเภทแพลทฟอร์มคู่ 10 เมตร จนพลาดเหรียญรางวัล ก่อนจะคว้าได้เพียงเหรียญทองแดงในประเภทเดี่ยวเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้มีแฟนกีฬาบางรายทวีตข้อความในเชิงเหยียดหยาม เป็นเหตุให้ตำรวจต้องจับกุมแฟนหัวร้อนไป 2 คน แต่กระนั้นทอมกลับไม่ได้มองว่ามันคือความผิดหวังแบบที่ใครมอง เพราะแม้จะเป็นที่เหรียญทองแดง แต่นี่ก็เป็นเหมือนการตอบแทนความพยายามของเขา และที่สุดแล้วมันคือเรื่องดี ๆ ที่เกิดขึ้นกับครอบครัว

"หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากกับการสูญเสียคุณพ่อไป ในที่สุดการทำงานหนักก็เกิดผล ครอบครัวของผมได้มีเรื่องราวดี ๆ เข้ามาในชีวิต ผมมีความสุขมาก ถึงมันจะเป็นเหรียญทองแดงก็เถอะ แต่กับผมนั้นก็เหมือนเหรียญทองแล้ว ..."

ทัศนคติที่ดี ทำให้ทอมก้าวกลับมาสู่เส้นทางที่ถูกต้อง เขารู้ว่าเขาต้องทำอะไร และรู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิต มีความหมายกว่าที่จะอุดอู้อยู่กับเรื่องเศร้า ๆ ในอดีต

 

เปิดตัว (I'm coming out) 

เมื่อเรื่องร้ายผ่านไป เวลาก็ค่อยๆเลียแผลในใจให้ทอมทุเลาลง และถึงแม้ว่าจะไม่ได้เหรียญทอง แต่ความนิยมในตัวเขายังไม่ตกหล่นไปไหน ทุกฝ่ายเข้าใจว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการผลิตตัว สู่ความสำเร็จในเวลาอันสั้น และทอมเองยังมีเส้นทางการประสบความสำเร็จที่รออยู่อีกเยอะในอนาคต  

ณ ตอนนั้น ทอม กลายเป็นซูเปอร์สตาร์แล้ว ไม่ว่าโกลเดนบอยอย่างเขาจะทำอะไรสาวน้อยสาวใหญ่ ก็พร้อมจะตามไปกรี๊ดกร๊าดเสมอ ความเก่งกาจของเขาเป็นที่สนใจพอ ๆ กับเรื่องราวนอกสระ

เมื่อเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ถูกสื่อจากอังกฤษที่ขึ้นชื่อในการขุดคุ้ยหยิบขึ้นมาสานต่อ พวกเขาสามารถนำเรื่องของทอมมาเสนอได้ถึงพริกถึงขิงจนทำให้ภาพลักษณ์ของเขากลายเป็นเพลย์บอยไปโดยปริยาย

ทอม มีข่าวกุ๊กกิ๊กกับสาวมากหน้าหลายตา ทั้ง แคสซิดี คุก นักกีฬากระโดดน้ำชาวสหรัฐอเมริกา, เลมอน นักร้องเพลงป๊อปชาวอังกฤษ รวมถึง โซเฟีย ลี เพื่อนสนิทในสมัยเรียน ซึ่งเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ และยอมรับภายหลังว่าเขาเคยมีสัมพันธ์แบบผู้ชายผู้หญิงมาก่อน

อย่างไรก็ตามเมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง ทอมปล่อยให้สื่อขยี้เรื่องราวสาว ๆ ในสต็อกของเขามานานมากพอแล้ว เดือนธันวาคมปี 2013 เรื่องทุกอย่างพลิกล็อกไปเป็นคนละทิศละทางเมื่อเขาเริ่มอัดคลิปลงแชนแนลยูทูบส่วนตัว และประกาศถึงความสัมพันธ์ที่มีกับคนเพศเดียวกัน

"ผมรู้ตัวมาตลอดนะว่าผมมีแรงดึงดูดที่แปลก ๆ กับผู้ชาย แต่ผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ ที่จะมีแรงดึงดูดทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง จนกระทั่งคนนี้นี่แหละที่ผมรู้สึกว่าแรงดึงดูดมันมากกว่าปกติ"

"ส่วนคำถามที่ว่า 'ปีก่อนยังเห็นผมคบกับผู้หญิงอยู่เลย ?' ก็เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ช่วงเวลาดังกล่าวผมคบกับผู้หญิงอยู่จริง ๆ แต่ความรักมันก็แบบนี้ใช่มะ ? บางครั้งมันก็ไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้แหละ"

สิ่งที่ตามมาจากนั้นคือการขุดคุ้ยของสื่อเริ่มต้นใหม่ที่สนุกสนามยิ่งกว่าเดิม "นักกีฬาดาวรุ่งกับรสนิยมทางเพศ" นี่คือเรื่องราวที่ขายได้แน่นอน และสื่อก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างรวดเร็วว่องไว ในที่สุดโลกก็ได้รู้ว่าชายที่ทำให้ ทอม เปลี่ยนไปคือ ดัสติน แลนซ์ แบล็ก มือเขียนบทและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชาวอเมริกัน ที่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาแล้ว และ ดัสติน มีอายุมากกว่าทอมถึง 20 ปีด้วยกัน

"ตอนนั้นผมอยู่ที่แอลเอ (ลอส แอนเจลิส) เพื่อร่วมงานรับรางวัลภาพยนตร์ แล้วผมก็เห็นเขาในงานเลี้ยง ขอสารภาพเลยว่าตอนนั้นผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเป็นใคร แต่รู้สึกสะดุดตามาก จนแทบจะละสายตาไม่ได้ มันเป็นรักแรกพบอย่างแท้จริง" เรื่องราวสุดโรแมนติก หลุดออกจากปากทอมครั้งแรกหลังจากที่เขาเปิดตัว

จริง ๆ แล้วตอนแรก ดัสติน เองก็ยังสงสัยในเรื่องของรสนิยมทางเพศของ ทอม ทว่าสบตาเดียวของทั้งคู่ทำให้คนสองคนส่งความรู้สึกถึงกันและกัน ซึ่งหนนี้ ดัสติน ขอเป็นฝ่ายเล่าเรื่องจากมุมของเขาบ้าง

"เพื่อนผมส่งข้อความมาหาจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามฟ้องว่า หมอนี่กำลังกูเกิลหาข้อมูลผมอยู่ยิก ๆ เลย ตอนงานเลี้ยงจบเขาก็ชวนผมไปฉลองต่อ แต่ผมปฏิเสธเพราะว่ายังมีสคริปท์หนังที่ต้องเขียนต่อ ทันใดนั้นทอมก็คว้าโทรศัพท์ของผมไปกดเบอร์ของเขา ก่อนส่งคืนให้พร้อมกับขยิบตาใส่ ถึงตอนนั้น ผมรู้ทันทีเลยว่าเขาเป็นเกย์ และขอสารภาพเช่นกันว่า ผมไม่เคยเจอคนที่รุกใส่ผมแบบนี้มาก่อนเลย"

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ติดต่อหากันทุกวัน และตัดสินใจคบหาเป็นแฟนกันในวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 19 ปีของทอม ทุกอย่างในโลกนี้ดูจะเป็นสีชมพูไปหมด ทว่ายังมีเรื่องของการยอมรับของคนในครอบครัวที่ทำให้ทอม ต้องคิดหนัก

แน่นอนว่าด้วยรูปแบบความสัมพันธ์ที่อาจจะแตกต่างจากมุมมองของคนทั่วไป ทำให้ทอมรู้สึกกดดันว่า "เด็บบี้" แม่ของอาจจะต่อต้านกับสิ่งที่เกิดขึ้น

และแล้ววันที่ทอม ที่ต้องพา ดัสติน มาเปิดตัวกับครอบครัวของเขาก็มาถึง

"ตอนที่เขามาเยี่ยมครอบครัวของผม ผมก็ตัดสินใจบอกเรื่องดังกล่าวให้แม่ของผมได้ทราบ โดยเริ่มจากถามว่า 'แม่คิดอย่างไรกับแลนซ์บ้างครับ ?' แม่ตอบว่า 'ก็น่ารักดีนะลูก แถมยังทำอาหารอร่อยด้วย' ผมก็เข้าเรื่องเลย 'แม่ฮะ แลนซ์กับผมกำลังคบกันอยู่' ทีนี้แม่ก็เริ่มงงละ 'หมายความว่าไงลูก ? ก็คบหากันเป็นเพื่อนอยู่ไม่ใช่เหรอ ?'"

"ผมก็เลยบอกว่า 'ไม่ใช่แม่ คนนี้แหละแฟนผม' แล้วแม่ก็พูดว่า 'อ้อ ! ลูกมีความสัมพันธ์ฉันคู่เกย์กับเขาเหรอ ?' ซึ่งผมก็ยอมรับไปตรง ๆ ถึงตรงนี้แม่ก็พูดว่า 'ทอม เขาน่ารักดีนะลูก และถ้าลูกมีความสุขกับเรื่องนี้ แม่ก็มีความสุขเช่นกัน'"

"ผมยอมรับเลยว่า ตอนแรกผมกลัวว่าเรื่องราวมันจะเลวร้ายไปกันใหญ่เหมือนวันสิ้นโลก แต่เรื่องกลับจบลงอย่างแฮปปี้ แถมแม้ยังให้การสนับสนุนอีกด้วย ผมรู้สึกโชคดีมาก ๆ เลย"

Photo : www.dailymail.co.uk

รักแท้ย่อมต้องผ่านบทพิสูจน์ ทอม และ ดัสติน เองก็ต้องพบกับปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ไม่ต่างจากคู่รักทุก ๆ คู่บนโลกนี้ แต่ที่สุดแล้วปัญหาเล็ก ๆ ก็ผ่านผ้นไป ความรักของทั้งคู่ผ่านการเพาะบ่มจนเข้าที่ และวันแห่งการหมั้นหมายเกิดขึ้น

ทุกอย่างที่ ทอม เป็นถูกตีแผ่ออกสู่สาธารณะและนั่นทำให้เขาไม่มีห่วงอะไรติดตัว ความเบาตัวแบบจากการไม่เหลือเรื่องใดซ่อนอยู่ทำให้เขากลับเข้าสู่ที่มาของคำว่า "Lucky In Love & Lucky In Game"

ทอม กลับคืนฟอร์มเก่งอีกครั้งตั้งแต่ปี 2014 ด้วยเหรียญทองในกีฬาเครือจักรภพอังกฤษ ต่อด้วยคว้าแชมป์โลกในปี 2015 รวมถึงแชมป์ยุโรปในปี 2016

แม้ตัวเขาจะต้องพบกับความผิดหวังอีกครั้งในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกที่นครริโอ เด จาเนโร ประเทศบราซิล หลังคว้าเพียง 1 เหรียญทองแดง แต่ปีต่อมาเขาก็กลับสู่ฟอร์มเก่งอีกครั้ง ด้วยการคว้าแชมป์โลกปี 2017 และล่าสุดกับแชมป์กีฬาเครือจักรภพอังกฤษ ปี 2018

ขณะที่ด้านสังคม ทอม กลายเป็น 1 ในผู้นำของการขับเคลื่อนของกลุ่ม "LGBTQ" (Lesbian, Gay, Bisexual,  Transgender, Queer) หรือกลุ่มคนสีรุ้งที่มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อทำให้พวกเขาได้รับสิทธิทางมนุษยชนเยี่ยงมนุษย์คนหนึ่ง


Photo : Twitter @TomDaley1994

เขามักจะเป็นหนึ่งในแกนนำการเรียกร้องสิทธิต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเรียกร้องให้กลุ่มประเทศในเครือจักรภพอังกฤษทบทวนกฎหมายต่อต้านเกย์เสียใหม่จนประสบความสำเร็จ จนกระทั่งนายกรัฐมนตรีอย่าง เทเรซา เมย์ ต้องออกมาขอโทษที่กฎหมายนี้ได้สร้างปัญหากับกลุ่มคนรักคนเพศเดียวกันในอดีต

 

บทบาทและการเรียกร้องความเท่าเทียมในสังคม

หลังจากหมั้นหมายกันมาอย่างยาวนาน ทอม และ ดัสติน ก็เข้าสู่งานวิวาห์และเป็นคู่ชีวิตกันอย่างสมบูรณ์แบบในปี 2017 และขั้นตอนต่อไปของทั้งคู่คือการมีลูก ซึ่งความต้องการนี้ทำให้พวกเขาต้องเดินหน้าเรียกร้องสิทธิกันอีกครั้ง

Photo : Twitter @TomDaley1994

นักกีฬาดังอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เคยใช้การ "อุ้มบุญ" (การที่ผู้หญิงคนอื่นรับจ้างอุ้มท้อง และคลอดลูกแทน) จนทำให้เขามีลูกฝาแฝดมาเเล้ว แต่สำหรับคู่รักอย่าง ทอม และ ดัสติน มันไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด

ทว่าเลือดนักสู้ และนักขับเคลื่อนความเท่าเทียมของทอมสั่งให้เขาไม่ยอมแพ้ เขาเริ่มที่เผชิญหน้ากับอุปสรรคที่เรียกว่า "ข้อกฎหมายของอังกฤษ" ขวางกั้นความสุขที่เขาควรจะมี ทั้ง ๆ ที่สำหรับคนอื่น ๆ ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยากและซับซ้อนถึงเพียงนี้

บางครั้งความพยายามของคนเราก็ไม่อาจจะประสบผลสำเร็จไปทุกเรื่อง เมื่อกฎหมายของอังกฤษจะซับซ้อน และปัญหาก็ คือ ที่สหราชอาณาจักร ในกรณีที่ผู้อุ้มบุญ ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด กฎหมายของสหราชอาณาจักรจะรับรองว่า คนที่ตั้งครรภ์อุ้มบุญให้กับสามีคือผู้ปกครองของเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความต้องการของคู่รักคู่นี้

Photo : Twitter @TomDaley1994

อย่างไรก็ตามหนทางของทั้งคู่ก็ไม่ได้ตีบตันไปเสียทีเดียว ปัญหาทุกอย่างมีทางออกให้เสมอ หากคิดได้ถี่ถ้วน

ที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบ้านของ ดัสติน มีข้อกฎหมายที่ง่ายกว่าสำหรับการอุ้มบุญยกตัวอย่างเช่น เคสของเซเลปคนดังอย่าง คิม คาร์ดาเชียน ที่ได้รับการอนุญาตให้มีบุตรแบบ "การอุ้มบุญ" เนื่องจากปัญหาเรื่องของสุขภาพจนไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งฟีดแบ็คของสังคมได้ชื่นชมวิธี "การอุ้มบุญ" ว่าเป็นวิธีที่เติมเต็มให้คำว่าครอบครัวสมบูรณ์

ทอม และ ดัสติน ตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว เพื่อจัดการเรื่องดังกล่าวให้ถูกกฎหมาย และที่สุดแล้วสิ่งที่พวกเขาพยายามมาตลอดก็สำเร็จ

ทารกเพศชายที่ลืมตามาดูโลกที่เกิดจากความพยายามของพ่อและแม่ในวันที่ 27 มิถุนายน ปี 2018 และหากการอุ้มบุญถูกยกย่องว่าเป็นการ "เติมเต็มให้คำว่าครอบครัวที่สมบูรณ์" จะมีชื่อใดที่เหมาะสมกับเจ้าเด็กน้อยรายนี้มากกว่าชื่อ "โรเบิร์ต" หรือชื่อ-นามสกุลเต็ม "โรเบิร์ต เรย์ แบล็ก-เดลีย์" ซึ่งเป็นชื่อของผู้มีพระคุณที่หนุนหลังและสร้างให้ ทอม มีวันนี้ นั่นคือ โรเบิร์ต เดลีย์ ชายหัวโล้นที่ตามไปยังทุกสระที่ทอมลงแข่งขัน และ โรเบิร์ต เดลีย์ ก็คือชื่อของคุณพ่อของ ทอม นั่นเอง

Photo : Twitter @TomDaley1994

ถึงตรงนี้การต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQ ทำให้พวกเขากำลังเปลี่ยนโลกกลับสู่การเป็นราษฎรเต็มขึ้นจากมุมมองแง่ลบเมื่อครั้งอดีตที่มีต่อกลุ่มคนสีรุ้งกลุ่มนี้

"สีรุ้ง" เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้เรียกร้องเพื่อกลุ่มคนรักร่วมเพศสากล เพราะสีรุ้งมีนัยยะถึงความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันได้ พวกเขาได้ต่อสู้เพื่อให้พวกเขาหลุดพ้นจากการครอบงำเชิงอุดมการณ์ มุมมองที่ว่า "ชายจริงย่อมคู่กับหญิงแท้" ได้นำกลับมามองและพิจารณาใหม่ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างขึ้น และการรักเพศเดียวไม่ใช่เรื่องผิดธรรมชาติ

เรื่องราวในฐานะนักกีฬากระโดดน้ำของทอมอาจจะสร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวของเขาหรือแม้ชาวสหราชอณาจักร ทว่าสำหรับบทบาทในการขับเคลื่อนและเรียกร้องให้มนุษย์ ทุกคนบนโลกนี้เท่าเทียมกัน คือ สิ่งที่เห็นชัดเป็นรูปธรรมและมีผลต่อสังคมวงกว้างยิ่งกว่า

"หากผมเป็นพ่อคนได้ดี สักครึ่งเหมือนที่พ่อเคยทำทุกอย่างให้ผม นั่นคงเป็นความสำเร็จที่สุดในชีวิตแล้วรักพ่อเสมอและตลอดไปครับ" นี่คือสิ่งที่ ทอม กล่าวเอาไว้ในหลังจากวันที่ โรเบิร์ต พ่อของเขาเสียชีวิต

แม้ที่สุดแล้วเส้นทางการเป็นพ่อของเขาจะแตกต่างออกไปบ้าง แต่ปลายทางนั้นคือการได้ให้ชีวิตใหม่ และใช้สถาบันครอบครัวสร้างมนุษย์ที่จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่มากขึ้น

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือเหรียญทองที่แห่งชีวิตที่ ทอม คว้าเอาไว้ได้ด้วยหัวใจที่ใหญ่ยิ่ง และสิ่งที่เขารอคอยมานานก็สิ้นสุดลง เมื่อคว้าเหรียญทอง โอลิมปิก เป็นสมัยแรกของตัวเองได้สำเร็จ หลังจากเข้าแข่งขันตั้งแต่ปี 2008 

“ตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ผมไม่คิดว่าผมจะประสบความสำเร็จอะไรเลยจากสิ่งที่ผมเป็น การเป็นแชมป์โอลิมปิกในตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จได้ทุกอย่าง"

“ในเรื่องของนักกีฬาที่ออกมาเปิดเผยรสนิยมทางเพศ โอลิมปิก ครั้งนี้เปิดกว้างมากกว่าครั้งก่อน ๆ ผมออกมาเปิดตัวในปี 2013 และตอนที่ผมยังเด็กกว่านี้ ผมรู้สึกเหมือนคนที่โดดเดี่ยว แตกต่าง และไม่เข้ากับคนอื่น มีบางสิ่งเกี่ยวกับผมที่ไม่เคยดีเท่ากับที่สังคมต้องการให้ผมเป็น ผมหวังว่าคนหนุ่มสาวที่เป็น LGBT สามารถมองเห็นได้ว่า ไม่ว่าคุณจะรู้สึกโดดเดี่ยวแค่ไหนในตอนนี้ แต่คุณก็ไม่เดียวดาย คุณสามารถประสบความสำเร็จกับทุกอย่าง”

และแน่นอนว่าตัวเขา ก็ไม่ลืมผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้ นั่นก็คือ "ครอบครัว" นั่นเอง “ผมอดใจรอไม่ไหวที่จะไปหาสามีและลูกชายของผม เพื่อกอดเขาแน่น ๆ และฉลองกับการเดินทางอันน่าเหลือเชื่อที่ดำเนินมาจนถึงตอนนี้"

Photo : Twitter @TomDaley1994



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x