FEATURE

ก้าวอย่างโอหัง : เรื่องนอกสนามที่ทำให้ บาเยิร์น มิวนิค ครองความยิ่งใหญ่ในประเทศไปอีกนาน



"ฟุตบอลคือเกมง่ายๆ คน 22 คนวิ่งไล่ลูกฟุตบอล สุดท้ายเยอรมันเป็นฝ่ายชนะเสมอ" หลายคนคงจำวาทะอมตะนี้ของ แกรี่ ลินิเกอร์ ได้ขึ้นใจ แต่ถ้าเป็นเรื่องราวในฟุตบอลบุนเดสลีกา ลีกสูงสุดแดนอินทรีเหล็กแล้วล่ะก็ ท่อนสุดท้ายคงต้องเปลี่ยนเป็น "สุดท้าย บาเยิร์น มิวนิค ก็ได้แชมป์เสมอ" ถึงจะตรงที่สุด


 

8 สมัยติดต่อกันเข้าให้เเล้วสำหรับแชมป์ลีกสูงสุดหรือ บุนเดสลีก้า ของสโมสร บาเยิร์น มิวนิค.... เกมในประเทศของพวกเขาไม่มีอะไรต้องพิสูจน์อีกต่อไป เพราะพวกเขาเหนือชั้นกว่าเพื่อนร่วมลีกอยู่หลายช่วงตัว ถึงแม้ว่าบางปีอาจจะตะกุกตะกัก แต่สุดท้ายพวกเขาก็มักจะพลิกสถานการณ์กลับมาหัวเราะคนสุดท้ายดังสุดได้อยู่ตลอด

เมื่อพูดถึง บุนเดสลีกา ทำไมแฟนบอลทั่วโลกกลับนึกถึงแต่ บาเยิร์น มิวนิค และการผูกขาดแชมป์ลีกและความยิ่งใหญ่ในประเทศที่ว่านี้มีเหตุผลจากอะไร ทำไมจึงแทบจะไร้หนทางในการไล่ตามสำหรับทีมอื่นๆ ติดตามเรื่องราวเบื้องลึกที่มากกว่าแค่ฟอร์มการเล่นในสนามของเสือใต้ พร้อมกับ Main Stand ได้ที่นี่

 

บ้านเมืองเรื่องสำคัญ

บุนเดสลีกา ก่อตั้งลีกอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1963 ณ เวลานั้นถามว่า บาเยิร์น คือทีมที่เก่งที่สุดเหมือนทุกวันนี้หรือไม่? คำตอบคือไม่ใช่แบบนั้นเสียทีเดียว


Photo : ligalive.net

นับตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปี 1971 บาเยิร์น มิวนิค ได้แชมป์ลีกเพียงสมัยเดียวเท่านั้น แถมพวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกยุคบุกเบิกของบุนเดสลีกาอีกด้วย (สมัยนั้นบาเยิร์นยังอยู่ใน เรกิโอนาลลีกา) ยุคแรกของบุนเดสลีกาเป็นทีมอย่าง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค, 1860 มิวนิค, แวร์เดอร์ เบรเมน และ เนิร์นแบร์ก ที่ชิงความเป็นใหญ่ด้วยกัน ทว่าอะไรคือความต่างกันแน่ที่ทำให้พวกเขาก้าวกระโดดหลังจากเข้าสู่ยุค '80 และคว้าแชมป์เพิ่มรวมเป็นทั้งหมดถึง 28 ครั้ง

ข้อสังเกตอย่างแรกคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่มักจะเป็นสโมสรที่มาจากหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ในประเทศ และ มิวนิค นั้นถือว่าเข้าข่ายเลยทีเดียว เพราะพวกเขาคือเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของเยอรมัน และเป็นเมืองหลวงของแคว้น บาวาเรีย ทางตอนใต้ของประเทศ มีประชากร 1.43 ล้านกว่าคน แม้จะดูเป็นจำนวนที่ไม่ได้มากมายนัก แต่ที่สำคัญคือคุณภาพที่พร้อมจะผลักดันสโมสรให้ก้าวไปข้างหน้า

มิวนิค คือศูนย์รวมของทั้งเศรษฐกิจของภูมิภาค, ความหลากหลายของเชื้อชาติ, และจำนวนสถานศึกษาที่มากมายพร้อมผลิตประชากรคุณภาพ นอกจากนี้พวกเขายังมีบริษัทระดับโลกอยู่หลายแห่งที่ก่อตั้งในเมืองนี้อย่าง BMW กรุ๊ป บริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์ชั้นนำของโลกที่มีแบรนด์ดังอย่าง BMW, Mini และ Rolls-Royce อยู่ในเครือ รวมถึง Allianz บริษัทประกันรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่แม้จะถือกำเนิดในกรุงเบอร์ลิน แต่ก็ย้ายมาตั้งสำนักงานใหญ่ที่มิวนิคแล้วในปัจจุบัน แถมยังมีสาขาของบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย อย่าง Microsoft, Google, Swiss Life, Intel และ IBM จึงทำให้เมืองแห่งนี้มีอัตราการจ้างงานสูงมากที่สุดในประเทศ

ที่สำคัญคือความหลากหลายทางวัฒนธรรม คุณอาจจะเคยได้ยินคำว่า "Munich loves you" ที่เป็นเหมือนสโลแกนประจำเมือง ที่มีความหมายว่า มิวนิค พร้อมเปิดกว้างและพร้อมต้อนรับทุกวัฒนธรรมทั่วโลก สิ่งที่ยืนยันสิ่งนี้ได้คือภายในเมืองแห่งนี้มีสถานกงสุลของต่างประเทศกว่า 100 แห่งเลยทีเดียว

จะเห็นได้ว่าแทบทุกด้านของเมืองมิวนิคจัดว่าอยู่ในระดับเมืองที่มีคุณภาพ และเมื่อรายได้ถูกกระจายไปทั่วทุกภาคส่วนก็จะส่งผลบวกต่อสถานะทางสังคมที่ลงตัว หลากหลายเชื้อชาติสามารถอยู่ร่วมกันได้ ประชาชนมีงานทำจึงทำให้พวกเขาพอจะมีรายได้ไว้สำหรับเอ็นเตอร์เทนตัวเอง และนั่นทำให้ธุรกิจความบันเทิงพัฒนาตามไปด้วย ซึ่งแน่นอน ฟุตบอลก็ถือว่าเป็นหนึ่งในความบันเทิงของชีวิตเช่นกัน และทีมที่ชิงพื้นที่ส่วนนี้ไปได้คือ บาเยิร์น มิวนิค นั่นเอง … ส่วนเหตุผลที่เขาทำได้นั้นต้องยกเครดิตให้กับการบริหารที่วางแผนมาอย่างเฉียบขาดอย่างแท้จริง

 

ใช้คนให้ถูกทาง

อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้คือ บาเยิร์น ไม่ได้ใหญ่ค้ำฟ้ามาแต่ไหนแต่ไร ทว่ามันเกิดจากการบริหารที่ชัดเจน ในหลายยุคมีทีมผลัดกันก้าวขึ้นมาท้าทายเสือใต้ อาทิ กลัดบัค, ฮัมบูร์ก และ ดอร์ทมุนด์ ในปัจจุบัน แต่ที่สุดแล้วสโมสรเหล่านี้ทนแรงเสียดทานไม่ไหว สุดท้ายก็สู้ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะพวกเขาแพ้ภัยตัวเอง ไม่มีใครยืนระยะได้ดีเท่ากับ บาเยิร์น มิวนิค อีกแล้ว


Photo : www.sportskeeda.com

ดอร์ทมุนด์ เคยเกือบล้มละลายในช่วงต้นๆ ยุค 2000 หลังจากใช้เงินเสริมนักเตะมากมายเพื่อแย่งแชมป์กับ บาเยิร์น แม้ว่าที่สุดแล้วพวกเขาจะสามารถทำได้แต่ก็ประสบกับปัญหาขาดทุนยับเยิน เสือเหลือง ต้องขายชื่อสนาม เวสต์ฟาเลน สตาดิโอน เปลี่ยนเป็น ซิกนัล อิดูน่า พาร์ค ตามชื่อบริษัทประกันท้องถิ่นที่เข้ามาสนับสนุนการเงินของสโมสร และในช่วงเวลาแย่ๆ นั้น ก็เป็น บาเยิร์น นี่แหละให้ ดอร์ทมุนด์ ยืมเงิน 2 ล้านยูโร เพื่อใช้แก้ปัญหาหนี้ส่วนหนึ่ง คำถามคือทำไมดอร์ทมุนด์เคยเจ๊ง แต่ บาเยิร์น กลับยืนยงคงกระพัน ทั้งๆ ที่พวกเขาก็ใช้เงินซื้อนักเตะเหมือนกัน?

เหตุผลก็คือบาเยิร์น มีคอนเน็คชั่นด้านธุรกิจและการบริหารที่แข็งโป๊กและพวกเขาใช้คนให้ถูกกับงาน พวกเขาแบ่งผู้บริหารเป็น 2 กลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ดูแลด้านฟุตบอล อันเป็นตำแหน่งของ คาร์ล ไฮน์ซ รุมเมนิกเก้ และ อูลี่ เฮอเนส ที่เป็นอดีตนักเตะของทีมและอยู่ในฐานะตำนาน พวกเขามักจะปรากฎตัวออกหน้าฉากบ่อย โดยหน้าที่ดูแลเรื่องฟุตบอล ซื้อขายนักเตะ เลือกโค้ช เพราะมีความรู้ด้านฟุตบอลและเข้าใจความรู้สึกของทั้งการเป็นผู้เล่นและผู้บริหาร

ขณะที่เรื่องด้านการเงินนั้น บาเยิร์น ก้าวข้ามทีมอื่นไปอีกระดับเพราะพวกเขาใช้ผู้บริหารคนนอกที่มีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารและการเงินโดยเฉพาะ รายชื่อผู้บริหารระดับ CEO ของ บาเยิร์น จะพบว่าแต่ละคนเป็นนักธุรกิจระดับโลกอย่างแท้จริงไม่ว่าจะเป็น แฮร์เบิร์ต ไดสส์ (ประธานกลุ่ม Volkswagen ที่ Audi ค่ายรถยนต์ในเครือเป็นสปอนเซอร์ของสโมสร), แวร์เนอร์ เซเดลิอุส (ที่ปรึกษาอาวุโสของ Allianz), มิเชล ไดเดอริช (บอร์ดบริหาร UniCredit Bank), ทิโมเธอุส ฮ็อตเก้ส์ (ประธานของบริษัทโทรคมนาคมระดับประเทศอย่าง Deutsche Telekom หรือที่เราคุ้นกับโลโก้ T บนหน้าอกเสื้อแข่ง) รวมถึง แฮร์เบิร์ต ไฮเนอร์ (อดีต CEO ของ adidas) และยังมีอีกหลายคนที่ทรงอิทธิพลที่ไม่ได้กล่าวถึง  

สัดส่วนการถือหุ้นของ บาเยิร์น มิวนิค แบ่งเป็นทั้งหมด 4 ส่วนใหญ่ ได้แก่ สโมสรกับแฟนบอลถือหุ้น 75% ส่วนอีก 25% เป็นการแบ่งกันระหว่าง 3 บริษัทใหญ่ adidas, Allianz และ Audi บริษัทละ 8.33% การมีแบรนด์ระดับโลกถือหุ้นอยู่เป็นการแสดงออกอีกด้านว่าระบบการเงินของสโมสรจะไม่ล่มโดยง่ายอย่างแน่นอน

การทำงานที่เหมือนกับเอาขั้วบวกมาชนกับขั้วลบทำให้ บาเยิร์น เป็นทีมที่ไปได้ไกลที่สุดในเยอรมันทั้งในคุณภาพการเล่น และการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ บัดนี้ผ่านมาแล้ว 26 ปีติดต่อกันที่ บาเยิร์น มิวนิค จบปีด้วยการได้กำไรทุกครั้ง ล่าสุดในการจัดอันดับสโมสรที่มีรายรับสูงที่เป็นอันดับ 4 ของโลก โดยทำรายได้ถึง 657 ล้านยูโรเลยทีเดียว

จริงอยู่ที่เงินจำนวนนี้ยังน้อยกว่า เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยึดอันดับ 1-3 ทว่า บาเยิร์น มีความแตกต่างกับทีมอื่นๆ ตรงที่พวกเขามีรายได้เชิงพานิชย์สูงสุดมากกว่า 50% ของรายรับโดยรวม ขณะที่ทีมอื่นๆ นั้นส่วนใหญ่มีรายได้หลักจากลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในสัดส่วนที่สูสีกับรายได้เชิงพาณิชย์

กลุ่มผู้บริหารเรื่องนอกสนามทั้งหมดที่กล่าวมาคือผู้เดินเกมทางการตลาดที่ทำให้รายรับของเสือใต้งอกเงยขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเปิดบริษัทที่ นิวยอร์ค ในปี 2017 และยังเป็นสโมสรต่างประเทศแห่งแรกที่มีสาขาในประเทศจีนอีกด้วย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่างบประมาณที่สโมสรบาเยิร์นใช้ทำทีมทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากนำเงินทุนของสโมสรออกมาใช้เลย ทุกบาททุกสตางค์ในการบริหารทีมเกิดจากส่วนที่เป็นกำไรล้วนๆ และการทำกำไร 26 ปี ติดต่อกันแสดงให้เห็นว่า บาเยิร์น มิวนิค มีพื้นฐานการเงินในระดับที่ "โคตรแข็งแกร่ง" ว่าง่ายๆ คือพวกเขาแทบไม่มีความเสี่ยงที่จะล้มละลายเลยแม้แต่น้อย

 

ที่เยอรมัน เรามีทุกอย่าง

อย่างที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้าหน้านี้ บาเยิร์น คือสโมสรที่มีเงินหมุนเวียนระดับมหาศาลแถมยังไม่ต้องควักเนื้อมาใช้ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถซื้อนักเตะที่มีคุณภาพได้อย่างง่ายดาย และนักเตะระดับคุณภาพเหล่านี้นี่เองที่ทำให้ทีมมีความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และความสำเร็จต่อเนื่องนี้เองที่ทำให้พวกเขามีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่และสามารถดึงดูดนักเตะทั่วโลกได้สบายๆ  ความยิ่งใหญ่นี้เองเป็นที่มาของวลีเด็ดประจำสโมสรแห่งนี้ที่มีอยู่ว่า "Mia San Mia" หรือแปลว่า "เรา คือ เรา" และถ้าแปลไทยให้เป็นไทยกว่านี้จะได้ความหมายว่า "เราก็ยิ่งใหญ่ของเราแบบนี้แหละใครจะทำไม?"

จริงอยู่ที่แฟนบอลทั่วโลกมองว่า บาเยิร์น มิวนิค คือทีม "จอมดูด" ที่มักจะคว้าตัวนักเตะระดับท็อปของทีมคู่แข่งมาร่วมทีม ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน บาเยิร์น ทำแบบนั้นเสมอ 3 ทหารเสือจาก เลเวอร์คูเซ่น อย่าง เซ โรแบร์โต้, มิชาเอล บัลลัค และ ลูซิโอ เสร็จหมดแบบยกเข่ง ไหนจะยุคปัจจุบันที่รวบเอานักเตะที่ดีที่สุดของทีมคู่แข่งเบอร์ 1 ในลีกอย่าง ดอร์ทมุนด์ ทั้ง มัตส์ ฮุมเมิลส์, โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ และ มาริโอ เกิตเซ่ (แม้เกิตเซ่ และ ฮุมเมิลส์ จะกลับไปอยู่ถิ่นเก่าอีกครั้งแล้วก็ตาม)

การทำแบบนี้เหมือนการเตะตัดขา และทำให้แฟนบอลทีมอื่นไม่ชอบใจและจงเกลียดจงชังเสือใต้เป็นพิเศษ แต่เมื่อฟุตบอลคือธุรกิจ จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะเกิดสถานการณ์ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และ บาเยิร์น เองก็ไม่น่าจะผิดอะไรเพราะกว่าที่พวกเขาจะกลายเป็นปลาใหญ่ได้ พวกเขาก็ผ่านกระบวนการคิด, วิเคราะห์ และ บริหารงาน ที่กินเวลามาหลายปีกว่าจะลงตัว แม้จะต้องถูกเกลียด แต่เหตุผลจากความเกลียดนั้นก็มาจากความยิ่งใหญ่ของพวกเขา ซึ่งดูแล้วมันน่าจะเป็นคำชมในคำด่าดีๆ นี่เอง  

แฟนๆ บาเยิร์น มิวนิค เข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี กลุ่มฮาร์ดคอร์เลยคิดวลีใหม่ขึ้นมาที่แสดงถึงความโอหังยิ่งกว่า "Mia San Mia" หลายเท่านั่นคือคำว่า "Euer Hass Ist Unser Stolz" ที่หากจะแปลให้ได้อารมณ์คงจะได้ความหมายประมาณว่า "ความเกลียดชังของพวกมึงคือความภูมิใจของพวกกู"  

จะเห็นได้ว่าทั้งสโมสรและแฟนบอลมีความภูมิใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นอย่างที่สุด การสร้างความความจงรักภักดีในองค์กรถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่นี้ แฟนบอลเต็มสนามทุกนัด, นักเตะที่เก่าทีรีไทร์ออกไปจะมีโอกาสได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเสมอไม่ว่าจะในตำแหน่งใด ปัจจุบันนอกจาก รุมเมนิกเก้ และ เฮอเนส ที่อยู่บนเก้าอี้ ซีอีโอ แล้ว บาเยิร์น ยังใช้บริการนักเตะเก่าที่มีดีเอ็นเอของทีมในหลายตำแหน่งไม่ว่าจะเป็นกุนซืออย่าง ฮันซี่ ฟลิค, มิโรสลาฟ โคลเซ่ เป็นโค้ชทีมชุดยู 17 เป็นต้น  

ประวัติศาสตร์, การบริหารจัดการ และ ความจงรักภักดี สิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ บาเยิร์น สามารถดึงดูดใจนักเตะของทีมอื่นได้อย่างง่ายดาย และเป็นฝันของนักเตะเยอรมันแทบทุกคน เพราะการได้เล่นให้กับ บาเยิร์น ก็เหมือนการเปิดประตูสู่ทีมชาติเยอรมัน ทุกเหตุผลที่กล่าวทำให้ทุกสโมสรในบุนเดสลีกายอมรับแต่โดยดีว่า หาก บาเยิร์น ต้องการนักเตะของพวกเขาขึ้นมาเมื่อไหร่ก็แทบจะหมดโอกาสต่อต้านเมื่อนั้น แม้จะเกลียดราชาแห่งลีกเยอรมันเท่าไร แต่พวกเขาไม่อาจปฎิเสธความยิ่งใหญ่ของ บาเยิร์น มิวนิค ได้เลย

 

กฎ 50+1

มาถึงตรงนี้คงมีทางเดียวที่ทีมอื่นๆ จะพอสู้ บาเยิร์น มิวนิค ภายในระยะเวลาอันสั้นนั่นคือการหานายทุนที่มีเงินก้อนโตพร้อมเทงบประมาณให้กับสโมสรแบบไม่ยั้งเหมือนกับที่ พรีเมียร์ลีก มี แมนฯ ซิตี้ และ ลีก เอิง มี เปแอสเช พวกเขาอาจจะไม่มีประวัติศาสตร์แต่เห็นได้ชัดว่าเมื่อมีเจ้าของใหม่เงินหนา ประวัติศาสตร์ของสโมสรสามารถเขียนขึ้นมาใหม่ได้  จากกรณีดังกล่าวอาจจะทำให้หลายคนสงสัยว่าแล้วทำไมเยอรมันจึงไม่มีทีมแบบนี้บ้าง? เหตุใดจึงปล่อยให้ บาเยิร์น วิ่งชนความสำเร็จแบบไม่อาจมีใครต้าน?

คำตอบนั้นง่ายนิดเดียว เพราะ บุนเดสลีกา คือลีกที่ให้ความสำคัญกับแฟนบอลเป็นอย่างมาก หากเทียบราคาค่าตั๋วการเข้าชมเกมในสนามแล้วจะพบว่าค่าตั๋วของบุนเดสลีกานั้นถูกแสนถูกเมื่อนำไปเทียบกับลีกอื่นๆ ในยุโรป เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ คือตั๋วเข้าชมในสนาม อลิอันซ์ อารีน่า ของ บาเยิร์น มิวนิค ที่ถูกที่สุดมีราคาเพียง 15 ยูโร (400 บาท โดยประมาณ) และแพงที่สุดอยู่ที่ 70 ยูโร (2,600 บาทโดยประมาณ) เท่านั้น ขณะที่ในพรีเมียร์ลีกตั๋วเข้าชมของ อาร์เซน่อล แบบถูกที่สุดก็มีราคาถึง 75 ปอนด์ (ราว 3,200 บาท) แล้ว ส่วนแพงที่สุดนั้นมีราคาถึง 100 ปอนด์ (ราว 4,200 บาท) เลยทีเดียว และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ลีกเมืองเบียร์กลายเป็นลีกที่มีค่าเฉลี่ยนคนดูในสนามมากที่สุดในโลก และการให้สำคัญกับแฟนบอลนี้นี่เองที่ทำให้เกิดกฎ 50+1 ขึ้น            

เนื้อหาใจความหลักๆ ของกฎ 50+1 นี้คือการไม่อนุญาตให้เศรษฐีหรือนายทุนต่างแดนสามารถขึ้นเป็นใหญ่ในสโมสรได้แต่เพียงผู้เดียว โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ 51% จะต้องเป็นของสโมสรและแฟนบอลรวมกัน นั่นหมายความว่า ไม่ว่าอย่างไรเสีย สโมสรและแฟนบอลจะเป็นผู้กุมอำนาจในการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ไว้ด้วยตนเอง

กฎ 50+1 นั้นคือสิ่งที่ทำให้ลีกเยอรมันแตกต่างจากลีกอื่น แฟนบอลที่นี่ต้องจ่ายค่าสมัครเพื่อเข้าเป็นสมาชิกของสโมสรและเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของสโมสร ขณะที่กลุ่มทุนสามารถถือหุ้นได้เพียงแค่ 49% เท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มนายทุนไม่ว่าจะจากในและนอกประเทศเข้ามาหาประโยชน์และควบคุมกิจการของสโมสรแบบกินรวบ และกลุ่มทุนจะไม่มีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจเรื่องใดโดยลำพังเด็ดขาด นอกจากจะได้รับการยอมรับจากสมาชิกและผู้ถือหุ้นของสโมสรเท่านั้น โดยมี 2 สโมสรเท่านั้นที่ได้รับข้อยกเว้นคือ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน ที่ก่อตั้งจากบริษัทยา และ โวล์ฟส์บวร์ก ที่เกิดจากบริษัทผลิตรถยนต์ตั้งแต่แรก  

"แฟนบอลเยอรมันมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับสโมสรขอพวกเขามาก ถ้าหากพวกเขารู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามจากสโมสรเมื่อไหร่ สโมสรก็เตรียมตัวมีปัญหาได้เลย" ฮันส์ โยอาคิม วัตซ์เก้ ซีอีโอ ของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ กล่าวถึงความสำคัญนี้

ด้วยกฎนี้เองที่ทำให้ลีกเยอรมันไม่อาจมีนายทุนเข้ามาเป็นเจ้าของสโมสรเต็มตัวเหมือนกับที่ลีกอื่นๆ มีได้ แม้จะมีข้อดีหลายข้อ เพราะจะทำให้แต่ละสโมสรอยู่ได้ด้วยระบบ ทุกสโมสรต้องเติบโตด้วยแนวทางของตัวเองนั่นคือการเล่นให้ดี มีความสำเร็จ จากนั้นจึงค่อยๆสร้างฐานแฟนบอลต่างชาติ สร้างประวัติศาสตร์ และท้ายสุดคือการก้าวเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ด้วยระบบที่ยั่งยืน

"กฎ 50+1 นั้นถือว่ามีข้อดีมากกว่าข้อเสีย" วัตซ์เก้ กล่าวกับ Bild "สโมสรจะไม่มีคนอย่าง โรมัน อับราโมวิช ซึ่งในตอนแรกเขาทำให้เชลซีชนะ และเหล่าผู้ถือหุ้นก็จะได้รับเงินส่วนแบ่ง และเงินส่วนนี้มาจากไหนล่ะ? ก็แฟนบอลทั้งนั้นนั่นแหละ"

อย่างไรก็ตามใดๆ ในโลกล้วนมีสองด้าน กฎ 50+1 นี้ทำให้ทีมเล็กๆ หรือแม้กระทั่งทีมอื่นๆไม่มีทางที่จะก้าวกระโดดขึ้นมาภายในระยะเวลาอันสั้นได้เลย ดังนั้นกฎนี้จึงทำให้ บาเยิร์น มิวนิค กลายเป็นเสือติดปีกยิ่งแข่งก็ยิ่งชนะ จริงอยู่อาจจะมีบางปีที่แพ้บ้างตามธรรมชาติของฟุตบอล แต่ที่สุดแล้วให้ตายอย่างไร บาเยิร์น ก็จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ได้เสมอ 

และฤดูกาล 2019/20 ที่เพิ่งผ่านพ้นไปก็ลงเอยด้วยหนังม้วนเดิมอีกครั้ง เพราะแม้จะมีช่วงที่เป๋ แถมยังมีทีมอื่นร่วมสร้างความตื่นเต้น แต่ตอนจบของเรื่องพระเอกก็กลับมาทันเวลา ... บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์ 8 ซีซั่นซ้อน และเพิ่มสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของเยอรมันมากที่สุดต่อไปด้วยจำนวน 30 สมัย

แม้ทีมอื่นๆ จะอิจฉาตาร้อนสักเพียงไหน แต่สาวกบาเยิร์นก็ยังคงทำได้แค่เพียงยักไหล่ พร้อมคำพูดที่ว่า "เราก็ยิ่งใหญ่ของเราแบบนี้แหละใครจะทำไม?" ได้เสมอ

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.hotcourses.in.th/study-in-germany/subject-guides/7-reasons-to-study-business-in-munich/
https://fcbayern.com/en/club/company
https://www.bundesliga.com/en/news/Bundesliga/german-soccer-rules-50-1-fifty-plus-one-explained-466583.jsp
https://en.wikipedia.org/wiki/50%2B1_rule
https://en.wikipedia.org/wiki/FC_Bayern_Munich
https://www.forbes.com/sites/afontevecchia/2014/05/07/the-rise-of-bayern-munich-can-the-worlds-best-club-keep-it-going/#2f408eaa50ed



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x