FEATURE

แปลกแต่จริง : คิวบา ... ดินแดนแห่งนักมวยสากลสมัครเล่น แต่ทำไมไร้กำปั้นอาชีพฝีมือดี ? | Main Stand



เมื่อพูดถึงประเทศคิวบา หลายคนอาจจะนึกถึงหาดทรายขาว ทะเลน้ำใส หรือแม้แต่ซิการ์เกรดพรีเมียม แต่สำหรับวงการกีฬา "มวยสากลสมัครเล่น" คงเป็นสิ่งแรก ๆ ที่แม้แต่คนซึ่งไม่ได้ติดตามกีฬาอย่างจริงจังยังนึกออกอย่างแน่นอน


 

เพราะดินแดนที่เป็นเกาะในทะเลแคริบเบียนแห่งนี้ คือแหล่งที่สร้างสิงห์กำปั้นมากมาย ซึ่งมีผลงานระดับเหรียญรางวัลโอลิมปิกการันตีฝีมือมาแล้วนับไม่ถ้วน จนหลายชาติตัดสินใจอิมพอร์ตโค้ชจากที่นี่มาสอนนักชกของตนให้มีฝีมือที่เก่งกาจขึ้น ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่น่าแปลกใจก็คือ แม้นักมวยสากลสมัครเล่นคิวบาจะคว้าเหรียญรางวัลในมหกรรมกีฬาโอลิมปิกตลอดจนรายการต่าง ๆ มากมาย แต่ไฉน จำนวนนักมวยอาชีพชาวคิวบา ถึงน้อยกว่าหลายชาติอย่าง สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก หรือแม้กระทั่ง ไทย อย่างเห็นได้ชัดกัน ?

ไขคำตอบปริศนานี้ได้ที่นี่กับ Main Stand

 

อดีตอันรุ่งโรจน์

หลายคนอาจจะคิดว่า คิวบาเพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อบนเส้นทางกำปั้นมาในยุคหลายสิบปีหลังมานี้ แต่อันที่จริง วงการมวยในคิวบานั้นเติบโตเบ่งบานมาตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 20 ใหม่ ๆ เลยทีเดียว


Photo : www.positive-magazine.com

ด้วยความที่คิวบาเป็นประเทศแหล่งท่องเที่ยว นักลงทุนจึงมีความคิดที่จะหาสิ่งดึงดูดเพื่อให้มีนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศนี้มาก ๆ ... กีฬามวยสากล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ชาวอเมริกันนิยมมาอย่างยาวนาน จึงได้ถูกนำเข้าข้ามน้ำข้ามทะเลมายังดินแดนแห่งนี้ โดยเกิดแมตช์การชกในระดับอาชีพครั้งแรกเมื่อปี 1909 ที่กรุงฮาวาน่า

หลังจากนั้น 1 ปี ในปี 1910 ชายชาวชิลีที่ชื่อ จอห์น บูดินิช ก็ได้ก่อตั้งอคาเดมี่มวยขึ้นเป็นครั้งแรก และแม้จะมีการสั่งแบนการแข่งชกมวยระหว่างปี 1912-1921 จากปัญหาความรุนแรงระหว่างคนต่างสีผิว แต่กีฬามวยก็ไม่ได้สูญเสียความนิยมแต่อย่างใด เพราะเมื่อแข่งอย่างเปิดเผยไม่ได้ ก็ไปใช้สถานที่ปิดในการฟาดปากแทน

แม้จะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ความนิยมชมชอบของชาวคิวบานั้นกลับเบ่งบาน เพราะค่าตัวของนักชกระดับท็อปในประเทศนั้นสูงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัวได้อย่างไม่ลำบาก แถมยังมีแฟน ๆ ติดตามมากมาย กีฬาชกมวยจึงเปรียบเสมือนเป็น "ยาแก้จน" ของคนในชาติไปโดยปริยาย


Photo : www.positive-magazine.com

ยิ่งมีการเปิดเสรีกีฬามวยอีกครั้งในปี 1921 "Boxing Fever" ในคิวบาก็ยิ่งเติบโต ทั้งด้วยเงินจากภายนอกที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐ กับการเปิดอคาเดมี่มวยแห่งชาติเพื่อปลุกปั้นนักกีฬาสายเลือดใหม่โดยเฉพาะ และเนื่องจากในยุคสมัยนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างคิวบากับสหรัฐอเมริกายังดีอยู่ หลักสูตรและทัศนคติต่าง ๆ ของนักมวยคิวบาจึงแทบจะถอดแบบมาจากนักชกอเมริกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

และพวกเขาก็ทำได้ดีเสียด้วย เพราะหากดูจากในปี 1959 ก็จะเห็นว่า คิวบามีนักมวยสากลดีกรีแชมป์โลกถึง 6 คน โดยมี เกราร์โด้ "Kid Gavilán" กอนซาเลซ, เบนนี่ ปาเรต์ และ เอลิจิโอ "Kid Chocolate" ซาร์ดินาส เป็นหัวหอก เช่นเดียวกับนักชกชื่อดังจากต่างประเทศที่มาล่าเงินในดินแดนแห่งนี้มากมาย ซึ่งมีชื่อของ โจ หลุยส์ และ ชูการ์ เรย์ โรบินสัน รวมอยู่ด้วย


Photo : www.josportsinc.com 

แต่ถึงคิวบาจะประสบความสำเร็จในเวทีมวยสากลอาชีพ ขุนพลเสื้อกล้าม หรือทีมมวยสากลสมัครเล่นของคิวบากลับมีผลงานไม่สู้ดีนักในมหกรรมกีฬาโอลิมปิก เมื่อพวกเขาไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลใด ๆ มาครองได้เลยแม้แต่เหรียญเดียว

และที่น่าฉงนสงสัยยิ่งกว่าก็คือ แม้นักชกคิวบาจะทำเงินได้มากมายจากการขึ้นสังเวียน กลับมีพวกเขาจำนวนไม่น้อยที่จากโลกนี้ไปเฉกเช่นยาจก ไม่เพียงเท่านั้น บางคนยังมีการผูกสัมพันธ์กับเหล่ามาเฟีย และเกี่ยวโยงกับขบวนการคอร์รัปชั่นในประเทศอีกด้วย

 

คำสั่งเปลี่ยนประเทศ

ปัญหาดังกล่าวของวงการมวยสากลคิวบา ถือเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น เพราะชาวคิวบาจำนวนมากต่างประสบกับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม "รวยกระจุก จนกระจาย" ตลอดจนปัญหาสังคมมากมาย โดยประชาชนที่เสียประโยชน์ ต่างชี้ให้ที่รัฐบาลของ ฟูลเกนซิโอ บาติสต้า ประธานาธิบดีของประเทศ ตลอดจนกลุ่มมาเฟียต่าง ๆ ซึ่งมีประเทศสหรัฐอเมริกาให้การหนุนหลังเป็นต้นเหตุสำคัญ


Photo : www.marinaschedler.com

เรื่องดังกล่าวที่สะสมทับถมมานาน ที่สุดแล้วก็นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในปี 1959 เมื่อ ฟิเดล คาสโตร, ราอูล คาสโตร น้องชายของฟิเดล, เอร์เนสโต้ "เช" กูวาร่า, กลุ่มนักศึกษา และประชาชนอีกหลายกลุ่ม ลุกฮือเข้ายึดอำนาจการปกครองจากบาติสต้า จนสามารถก่อการปฏิวัติได้สำเร็จ

แม้การปฏิวัติคิวบาจะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงหลายประการภายในประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ส่งผลกับวงการกีฬา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงการมวยมากที่สุด เห็นจะหนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า "กฤษฎีกา 83A" ที่คาสโตรลงนามเมื่อปี 1962

เพราะใจความโดยสรุปของกฎหมายฉบับนี้คือ "การแข่งขันกีฬาในระดับอาชีพ ถือเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายของประเทศคิวบา" โดยให้เหตุผลไว้ส่วนหนึ่งว่า กีฬาอาชีพทำให้เกิดผลตอบแทนน้อยกว่าที่ได้ทุ่มทุนงบประมาณในการสร้างไป ... พูดง่าย ๆ ก็คือ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาตราหน้าว่า กีฬาอาชีพคืออีกรูปแบบหนึ่งของการคอร์รัปชั่นในประเทศนั่นเอง


Photo : www.boxing.com

จอน ดันแคน เล่าผ่านตัวอักษรในหนังสือ In the Red Corner, A Journey into Cuban Boxing ว่า หลังจากที่มีการลงนามในกฤษฎีกา สหพันธ์กีฬาของคิวบาสั่งเรียกตัวนักมวยอาชีพของประเทศทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน โดยยื่นเงื่อนไขให้เพียง 2 ข้อ หนึ่งคือ อยู่ในบ้านเกิดต่อไป แต่จะต้องเลิกเป็นนักมวยอาชีพ โดยที่รัฐบาลจะจัดหาอาชีพอื่น ๆ ให้ อีกหนึ่งคือ ออกจากประเทศนี้ไปซะ หากหวังจะเป็นนักมวยอาชีพต่อ

ผลปรากฎว่า นักมวยอาชีพคิวบาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น เบนนี่ พาเรต์, หลุยส์ โรดริเกซ, โฮเซ่ เลกรา, โฮเซ่ นาโปเลส และ ชูการ์ รามอส ต่างตัดสินใจที่จะล่าฝันในฐานะนักมวยอาชีพต่อไป ... เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าพวกเขามีอันต้องลี้ภัย แตกกระสายไปคนละทิศทาง สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโก, สเปน ฯลฯ กลายเป็นจุดหมายของเหล่านักสู้ผู้ยืนหยัดเพื่อความฝันนับแต่นั้นเป็นต้นมา

 

ตัวแทนอุดมการณ์

แม้การทำให้กีฬาอาชีพเป็นสิ่งผิดกฎหมาย จะเป็นการล้มล้างมรดกจากสมัยที่สหรัฐอเมริกายังมีอิทธิพลอยู่ในดินแดนเกาะแห่งทะเลแคริบเบี้ยนก็จริง ถึงกระนั้นทุกคนก็ทราบดีว่า กีฬา คือสิ่งที่จะช่วยให้คนในชาติเกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้


Photo : www.esquire.com

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลคอมมิวนิสต์ของคิวบาจึงได้ทำการรื้อโครงสร้างระบบการพัฒนานักกีฬาของประเทศนี้ใหม่ ด้วยการโละแนวคิดและหลักสูตรของโลกเสรี ที่เน้นการพัฒนาตนเองเพื่อชีวิตที่ดีกว่าของตัวเองออกไป และนำแนวคิด หลักสูตรจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ เพื่อสร้างนักกีฬาสายเลือดใหม่ ที่ต่อสู้เพื่อเกียรติยศ, ความรักในกีฬา และความรักชาติ โดยเน้นไปที่การเสริมสร้างระเบียบวินัย, ความพยายาม และความเสียสละ ซึ่งตรงกับคุณสมบัติที่นักมวยพึงมีอยู่แล้ว

การพัฒนาโค้ชท้องถิ่นอย่าง อัลซิเดียส ซาการ์ร่า, ความช่วยเหลือจากมิตรประเทศอย่าง สหภาพโซเวียต ที่ส่ง อังเดร เชอร์โวเนนโก้ มาร่วมสร้างนักกีฬา ตลอดจนการให้ความสำคัญของรัฐบาลถึงกับบรรจุกีฬาเป็นหนึ่งในหลักสูตรการศึกษา เช่นเดียวกับสร้างโรงเรียนกีฬาเพื่อพัฒนาทักษะให้ก้าวหน้าโดยเฉพาะ ทำให้มวยสากลสมัครเล่นของคิวบาพัฒนาก้าวไกลอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะตั้งแต่โอลิมปิกปี 1968 ที่กรุงเม็กซิโก ซิตี้ เป็นต้นมา ทีมมวยสากลสมัครเล่นของคิวบาสามารถคว้าเหรียญรางวัลได้ตลอด โดยมีเพียงปี 1968 และปี 2008 ที่กรุงปักกิ่งเท่านั้นซึ่งคิวบาไม่อาจคว้าเหรียญทองมาได้ ที่เหลือกวาดเหรียญทองมาได้ทุกครั้ง

แต่หากจะหาว่า นักมวยคนไหนของคิวบาที่ถูกยกให้เป็นที่รักของคนทั้งชาติมากที่สุด ? คำตอบนั้นคงหนีไม่พ้น เตโอฟิโล สตีเฟนสัน เพราะนอกจากจะคว้าเหรียญทองมวยสากลสมัครเล่นรุ่นเฮฟวี่เวตได้ถึง 3 สมัยซ้อนในปี 1972 ที่เมืองมิวนิค, 1976 ที่เมืองมอนทรีออล และ 1980 ที่กรุงมอสโก แล้ว เขายังถือเป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับระบบทุนนิยมของโลกเสรีอีกด้วย

เพราะชายผู้นี้ กล้าปฏิเสธข้อเสนอมูลค่า 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับหลังคว้าเหรียญทองโอลิมปิกปี 1976 เพื่อให้เขาไปสู้กับ มูฮัมหมัด อาลี นักมวยสากลอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลด้วยเหตุผลสุดเท่ "เงิน 1 ล้านดอลลาร์ มันเทียบได้กับความรักจากชาวคิวบา 8 ล้านคนได้มั้ยล่ะ ?"

"เทียบกันในฐานะแชมเปี้ยนแล้ว เตโอฟิโลคือคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และเป็นแบบอย่างให้กับพวกเราทุกคน" เฟลิกซ์ ซาวอน ลูกศิษย์ของสตีเฟนสัน และเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกรุ่นเฮฟวี่เวต 3 สมัยซ้อนเช่นกันในปี 1992 ที่เมืองบาร์เซโลน่า, 1996 ที่เมืองแอตแลนต้า และ 2000 ที่เมืองซิดนี่ย์ เผยถึงความรู้สึกที่มีต่ออาจารย์ผู้นี้

และซาวอนเองก็น้อมนำสิ่งที่สตีเฟนสันเคยทำมาปฏิบัติต่อด้วยความภูมิใจ เพราะครั้งหนึ่ง เจ้าตัวเคยได้รับข้อเสนอ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อให้ขึ้นสู้กับ ไมค์ ไทสัน มฤตยูดำโคตรมวยแห่งยุค 1990 ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการยื่นข้อเสนอรอบที่สอง ที่เบิ้ลมูลค่าในสัญญาไปอีกเท่าตัวเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อีกด้วย แต่ซาวอนก็ปฏิเสธด้วยเหตุผลที่ว่า "ผมจะอยากได้เงิน 10 ล้านดอลลาร์ไปทำไม ในเมื่อมีชาวคิวบาถึง 11 ล้านคนที่หนุนหลังผมอยู่"

 

ชาติต้องมาก่อน

สร้อย มั่งมี หรือ "สอดสร้อย สาวสังเวียน" ผู้สื่อข่าวสายมวย หนังสือพิมพ์ข่าวสด และแฟนพันธุ์แท้แชมเปี้ยนโลกชาวไทย ให้มุมมองถึงแนวทางการสร้างมวยของประเทศคิวบาไว้ว่า "นี่คือแนวทางที่สะท้อนถึงความศรัทธาในระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งตรงข้ามกับทางสหรัฐอเมริกาอย่างแท้จริง สหรัฐฯ เน้นการสร้างมวยเพื่อให้เป็นนักมวยอาชีพเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่คิวบาสร้างนักมวยเพื่อให้เป็นฮีโร่ของชาติ"

และเรื่องดังกล่าว ยังสอดคล้องกับสิ่งที่ซาวอนกล่าวด้วยความภูมิใจว่า "ผมสู้เพื่ออุดมการณ์ และเพื่อปกป้องประเทศของผม"

นับตั้งแต่กฤษฎีกา 83A ปี 1962 ได้บัญญัติให้กีฬาอาชีพเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย วงการมวยสากลอาชีพในคิวบาก็ได้ตายไปอย่างสมบูรณ์ พวกเขาเปลี่ยนเส้นทางมาเป็นการสร้างนักมวยสากลสมัครเล่น และประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ส่วนคนที่อยากเป็นนักมวยอาชีพ คนผู้นั้นก็จำต้อง "ย้ายประเทศ" เพื่อสานฝันตัวเองสู่การเป็นแชมป์โลก

Photo : Mayweather Promotions 

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้น ยูริโอคิส แกมบัว นักชกคิวบาดีกรีเหรียญทองโอลิมปิก ปี 2004 ที่ตัดสินใจ "โดดแคมป์" หนีจากค่ายเก็บตัวของทีมชาติ เดินทางข้ามโลกสู่ประเทศเยอรมัน และสหรัฐอเมริกาในเวลาต่อมา ก่อนกลายเป็นแชมป์โลก 2 รุ่น

ขณะที่ กิลเยร์โม ริกองเดอซ์ เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก ปี 2000 และ 2004 กับ อีริสแลนดี้ ลาร่า คู่นี้แสบกว่า เมื่อพวกเขาหายตัว ไม่ขึ้นเวทีชกในรายการ แพน อเมริกัน เกมส์ แบบดื้อ ๆ ก่อนหลบหนีไปเป็นนักชกอาชีพ ก่อนที่ทั้งคู่จะกลายเป็นแชมป์โลก 2 รุ่นเช่นกัน

และแม้ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา คิวบาจะยอมแง้มประตูสู่มวยอาชีพไว้เล็ก ๆ ด้วยการส่งนักชกของตัวเองลงแข่งในรายการ World Series of Boxing ซึ่งนักชกจะได้รับค่าเหนื่อยในการขึ้นสังเวียนแต่ละครั้งด้วย แต่รายการดังกล่าวก็ยังไม่ใช่มวยสากลอาชีพอย่างเต็มรูปแบบอยู่ดี เพราะกติกาที่สหพันธ์มวยสากลนานาชาติ หรือ ไอบา นำมาใช้กับรายการนี้มีหลายสิ่งที่ต่างจากมวยสากลอาชีพ ทั้งจำนวนยกในการชกที่มีเพียง 5 ยก และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ นักชกที่ลงแข่งในรายการนี้ ยังสามารถกลับมาชกในมหกรรมกีฬาอย่าง โอลิมปิก ได้


Photo : www.badlefthook.com

การสร้างประเทศให้เป็นดินแดนแห่งมวยสากลสมัครเล่น จนทำให้คนที่อยากเป็นนักชกอาชีพต้องย้ายประเทศ จึงได้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคิวบา เพื่อถ่ายทอดอุดมคติสำคัญให้กับคนในชาติมาเป็นเวลากว่าครึ่งศตวรรษกระทั่งทุกวันนี้

นั่นคือคำว่า "ชาติ ต้องมาก่อน" เสมอ ...

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.bbc.com/news/magazine-18459156
https://www.bbc.com/news/world-latin-america-23883164
https://www.bbc.com/sport/northern-ireland/18986840
http://www.espn.com/boxing/story/_/id/9215330/cuba-breaking-half-century-ban-pro-boxing
http://www.ibhof.com/pages/archives/cubapart1.html
http://www.ibhof.com/pages/archives/cubapart2.html
https://theculturetrip.com/caribbean/cuba/articles/how-boxing-became-the-key-to-cubas-sporting-success/



AUTHOR

เจษฎา บุญประสม

Content Creator ผู้ชื่นชอบการกิน, ท่องเที่ยว และดูกีฬาแทบทุกประเภท โดยเฉพาะฟุตบอล, อเมริกันเกมส์, มอเตอร์สปอร์ต, อีสปอร์ต
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x