FEATURE

เศวต เศรษฐาภรณ์ : นักยิงเป้าบินโอลิมปิกวัย 58 ปีผู้พิสูจน์ว่า “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ถ้าตั้งใจจริง” | Main Stand



"ครั้งแรกที่ผมได้สิทธิ์ไปแข่งเวิลด์ คัพ จากนักแข่งทั้งหมด 150 กว่าคน ผมพลิกกระดาษไปเห็นชื่อของตัวเองอยู่ลำดับสุดท้าย มันไม่ง่ายเลยกว่าผมจะทำให้ชื่อตัวเองอยู่บนกระดาษหน้าแรก ผมใช้เวลาหลายสิบปี" 

 


"แม้กระทั่งวันที่ผมได้ตั๋ว โอลิมปิก เกมส์ 2020 เป็นคนแรกของประเทศไทย (คว้าอันดับ 2 ของโลก ในเวิล์ด คัพ ปี 2019) ก่อนแข่งก็ยังไม่มีใครเชื่อเลยว่า นักยิงเป้าบินอายุ 56 ปี (ณ เวลานั้น) อย่างผมจะทำสำเร็จ แต่ผมเชื่อเสมอว่า "‘There’s nothing you cannot do” - ไม่มีสิ่งไหนที่เราทำไมได้" 

เสียงเรียกขานนามประเทศ “Thailand” ดังกึงก้องสนามกีฬาแห่งชาติ นิว โตเกียว สเตเดียม ในค่ำคืนพิธีเปิดมหกรรมกีฬาโตเกียว เกมส์ 2020 

ไม่อีกกี่วินาทีต่อมา ชายร่างสูงคนหนึ่งเดินถือธงนำขบวนทัพนักกีฬาไทยลงสู่สนาม เขาคือ “แซม-เศวต เศรษฐาภรณ์” นักกีฬายิงเป้าบิน ประเภทแทร็ป ที่คว้าโควต้ามาลุยโอลิมปิก เกมส์ ได้เป็นครั้งแรกในชีวิต 

เศวต ใช้เวลานานถึง 17 ปีกว่าจะได้มายืนจุดนี้ ท่ามกลางข้อจำกัดมากมายด้านร่างกาย เพื่อพาชื่อตัวเองไปอยู่แถวหน้าของโลก

จากนักธุรกิจผู้เริ่มต้นหัดยิงเป้าบินในช่วงวัยที่นักกีฬาส่วนใหญ่เลิกเล่นหมดแล้ว เคยผ่านความท้อแท้ ผิดหวังนับครั้งไม่ถ้วน เพราะไม่เคยได้เหรียญรางวัลติดมือเลยตลอดการตระเวนแข่งขันในระดับนานาชาติสิบกว่าปี

แต่เขาไม่เคยหยุดที่จะพยายาม ไม่เคยหยุดที่จะล่าฝัน จนในที่สุด “เศวต” กำลังจะได้ลุยโอลิมปิก เกมส์ ในฐานะนักกีฬายิงเป้าบินที่อายุมากสุดประจำศึก “โตเกียว เกมส์ 2020”

 

40 

“เล่นกีฬาอะไรก็ได้ ขอแค่ให้สองเท้ายังอยู่บนผืนดินก็พอ” ไม่น่าเชื่อว่า คำร้องขอจากครอบครัวเศรษฐาภรณ์ ที่มีต่อ เศวต เมื่อ 18 ปีก่อน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวสุดเหลือเชื่อนี้

คงเป็นทุกคนต่างไม่มีใครอยากพบกับความสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปก่อนวัยอันควร กิจกรรมสุดโปรดของ นักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยหลัก 4 อย่างการขับเครื่องบิน จึงเป็นเรื่องที่ดูเสี่ยงภัย เมื่อมิตรสหายนักบินที่ เศวต รู้จักเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางอากาศ 

เขาทดลองเล่นกอล์ฟ และยิงเป้าบิน ก่อนเทใจให้การลั่นเหนี่ยวไกปืนลูกซอง และตัดสินใจเริ่มต้นเล่นกีฬาชนิดหลังขณะอายุ 40 ปี 

“ผมเริ่มต้นช้ามาก ๆ เพราะโดยปกติคนเริ่มต้นยิงเป้าบิน มักเป็นเด็กอายุ 14-15 ปี ซึ่งเป็นลูกหลานหรือคนในครอบครัวที่มีผู้ปกครองเคยเล่นมาก่อน ถ่ายทอดส่งต่อกันมา เนื่องจากยิงเป้าบินมันเป็นกีฬาที่มีค่าใช้จ่ายสูง”

“แต่ผมหัดยิงเป้าบิน ตอนอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่เขาเลิกเล่นไปเป็นโค้ชกันหมดแล้ว ถึงอย่างนั้นผมก็คิดว่าอายุไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับการเล่นกีฬา” 

“เพราะยิงเป้าบินเป็นกีฬาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ร่างกายปะทะ เสน่ห์ของกีฬายิงเป้าบิน คือ มันเป็นปืนลูกซองนะครับ เวลายิงต้องอาศัยความแม่นยำ ความละเอียดอ่อน และการวางแผนเตรียมตัวที่ดี ซึ่งผมเคยเป็นนักบินมาก่อน เวลาทำอะไรต้องวางแผน และตามทำเช็กลิสต์ทุกข้อ เพราะถ้าพลาดหมายถึงเสียชีวิต”

“ผมมายิงเป้าบินอยู่เป็นประจำ 2 เดือนก็เห็นว่ามีระบบคัดตัวเป็นนักกีฬาทีมชาติ จึงสนใจและลองศึกษาด้วยตัวเองอย่างจริงจัง เขียนเช็คลิสต์เลยว่าถ้าอยากเป็นนักกีฬาต้องปฏิบัติตัวอย่างไรบ้าง ผมใช้เวลา 1 ปีก็สามารถคัดติดเป็นตัวแทนทีมชาติไทยได้สำเร็จ และได้แชมป์ไทยแลนด์ แชมเปียนชิพ มาตลอด 17 ปีที่ผ่านมา”

เศวต ใช้เวลาทุกวันหยุดสุดสัปดาห์เพื่อฝึกซ้อมยิงเป้าบิน เนื่องจากวันธรรมดา เขาต้องทำงานเป็นนักธุรกิจ แต่เหตุผลที่เขารีดฟอร์มออกมาได้ดี จนรักษาตำแหน่งมือ 1 ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งที่อายุมาก มาจากการวางแผนเตรียมตัวที่ดี 

ทุกครั้งก่อนลั่นไก เศวต จะคิดถี่ถ้วนรอบคอบก่อนทำ อีกทั้งเขายังมองว่า พออายุมากกว่านักยิงเป้าบินทั่วไป ก็ช่วยให้ตัวเองสามารถควบคุมจิตใจได้ดี เพราะในกีฬายิงเป้าบิน แค่เพียงเสี้ยววินาที ถ้าไม่ละเอียดมากพอ ก็สามารถทำแต้มหล่นได้เลย 

 

0

“มันไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้ ผมผ่านความท้อแท้ หมดหวัง และเศร้าเสียใจหลายครั้ง เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยได้เหรียญรางวัลหรือชนะในระดับนานาชาติเลย”

แม้ได้ชื่อว่าเป็นนักยิงเป้าบินฝีมือดีแถวหน้าของเมืองไทย “เศวต เศรษฐาภรณ์” ก็ไม่เคยหยุดที่จะท้าทายตัวเองในสเต็ปต่อไป นั่นคือการออกไปไล่ล่าความสำเร็จในต่างแดน

แต่หนทางข้างหน้าที่ เศวต เลือกเดินกลับเต็มไปด้วยความยาก ชนิดที่แทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลย โดยเฉพาะในระดับโลก เพราะหลายชาติชั้นนำในยุโรป “นักกีฬายิงเป้าบิน” สามารถเล่นกีฬาเพื่อเป็นอาชีพได้เลย ส่วนในเมืองไทย ยิงเป้าบิน ยังเป็นกีฬาสมัครเล่น

ทั้งงบประมาณสนับสนุน ระบบโครงสร้างด้านกีฬา สมรรถภาพด้านร่างกายของนักกีฬา รวมถึงปัจจัยด้านต่าง ๆ “เศวต” ล้วนเป็นรองคู่แข่งต่างชาติเกือบทั้งหมด มีเพียงอย่างเดียวที่เขาไม่แพ้ใคร คือ ความทุ่มเทและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะผ่านความพ่ายแพ้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง 

“ทุกอย่างต้องไปทีละก้าว ผมต้องเริ่มจากทำผลงานในซีเกมส์ให้ดีก่อน จากนั้นค่อยขยับไปเอเชียนเกมส์ ถ้าพอมีผลงานในระดับเอเชียมาบ้าง ก็จะขยับเข้าสู่สเต็ปต่อไป นั่นคือ เวิลด์คัพ ซึ่งปีหนึ่งจะมีแข่ง 4 ครั้ง กระจายแข่งตามทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก”

“ทุกปี ผมจะเดินทางไปแข่งเวิลด์ คัพ ประมาณปีละ 3-4 ครั้ง โดยสมาคมกีฬายิงเป้าบินแห่งประเทศไทย ออกทุนส่งผมไปแข่ง 1 ครั้ง ส่วนที่เหลือผมเลือกที่จะควักทุนส่วนตัว เพื่อไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เพราะผมไม่ได้มีสปอนเซอร์อะไร” 

“ผมหมดเงินไปเยอะมาก เฉพาะแค่ปืนก็กระบอกละ 300,000-700,000 บาท กระสุนนัดละ 17 บาท เป้านัดละ 5 บาท กว่าจะฝึกให้ไปถึงระดับนั้นได้ คิดดูว่าต้องเสียเงินไปเท่าไหร่ ? แถมของพวกนี้ไม่มีขายในบ้านเรา ต้องนำเข้าแทบจะทั้งหมด”

เศวต ยังจำได้ดีเมื่อครั้งออกไปแข่งขัน ศึกชิงแชมป์โลกครั้งแรกในชีวิต ท่ามกลางนักแม่นปืนลูกซองกว่า 50 คน ที่อยู่บนกระดาษลิสต์รายชื่อนักกีฬา ชื่อของเขาอยู่ในหน้าสุดท้าย เป็นลำดับสุดท้าย 

การตกที่นั่งเป็น มือวางอันดับท้ายสุด คือสิ่งที่ตอกย้ำให้ “เศวต” รับรู้ว่าเขาอยู่ตรงไหนในการแข่งขันระดับโลก ? 

ทว่าการเริ่มต้นจากกระดาษรายชื่อแผ่นสุดท้าย กลับเป็นแรงผลักดันชั้นดีให้ นักยิงเป้าบินสูงวัยชาวไทย พยายามทำผลงานเพื่อพาชื่อ “เศวต เศรษฐาภรณ์” ไปอยู่บนหน้ากระดาษแผ่นแรกให้ได้ ในสักวันหนึ่ง 

“ผมต้องแข่งขันกับนักยิงเป้าบินจาก อิตาลี เยอรมัน รัสเซีย จีน ซึ่งชาติเหล่านี้มีเงินจ้างนักกีฬาเหล่านี้ให้ทำงานเป็นฟูลไทม์เลย คนพวกนี้ซ้อมยิงอย่างเดียวทั้งวัน ส่วนผมคงไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะต้องดูแลกิจการทำงานหลายอย่าง”

“ทุกครั้งที่ออกไปแข่งเวิลด์ คัพ ผมถือว่าเป็นการได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง เพราะผมได้เห็นว่า พวกนักยิงเป้าบินระดับโลกเขาปฏิบัติตัวอย่างไร ? เขาเตรียมตัวแบบไหน เขายิงยังไง นั่นคือการเรียนรู้ของผม”  

“ถึงผมจะออกไปแข่งแล้วแพ้ ตกรอบ ผมก็ยังได้การเรียนรู้ว่า ตัวเองมีข้อผิดพลาดอะไรที่ต้องแก้ไข ช่วงหลายสิบปี ผมต้องงมทุกอย่างด้วยตัวเอง เพราะผมไม่มีโค้ช ดังนั้นข้อผิดพลาดทุกอย่างในการแข่งขัน จึงเป็นเหมือนโค้ชที่สอนให้ผมได้เรียนรู้ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา”

 

56 

เศวต คิดว่าสิ่งที่เสียไป เมื่อเทียบกับประสบการณ์ที่ได้รับกลับมามันคุ้มค่ามาก เขาจึงเพียรพยายามตระเวนลุยสนามแข่งขันต่ออีกหลายครั้ง 

แม้ต้องพบกับความผิดหวังมาตลอด ยามลุยทัวร์นาเมนต์ระดับโลก แต่นั่นก็ทำให้ชื่อ “แซม เศวต” เป็นที่รู้จักในสังคมนักแม่นปืนนานาชาติ 

“พอออกไปแข่งบ่อย ๆ ก็มีเพื่อนฝูงชาวต่างชาติทั้งโค้ชและนักแข่ง เพื่อน ๆ เหล่านี้ต่างแนะนำให้ผมจ้างโค้ช เพราะนี่เป็นช่วงสุดท้ายในเส้นทางนักกีฬาแล้ว ผมจึงตัดสินใจควักทุนส่วนตัวจ้างโค้ชชาวอิตาลี (มาร์โก คอนติ) เมื่อประมาณ 3-4 ปีที่แล้ว”

ก่อนหน้าจะร่วมงานกับโค้ชคอนติ ชายวัย 58 ปีเล่าให้เราฟังว่า เขาหมดเงินกับการลงทุนซื้ออุปกรณ์ยิงเป้าบินมากมาย ทั้ง แว่นตา, เสื้อ, ปืน, รองเท้า เพื่อให้ตัวเองได้ใช้ของที่ดีสุด เขาปรับเปลี่ยนไอเท็มคู่ใจอยู่ตลอด ยามทำผลงานได้ไม่เป็นอย่างหวัง เห็นนักแม่นปืนระดับโลกใช้อะไรก็ใช้ตาม ?

แต่พอโค้ชคอนติเข้ามา สิ่งที่ผู้ฝึกสอนชาวอิตาเลียนทำ คือ การให้เขาเลิกสนใจสิ่งรอบข้าง ให้มองเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบเท่านั้น และหันมาโฟกัสแค่ตัวเอง 

คอนติ พาเศวตไปโรงงานทำปืน พร้อมกำชับไม่ให้ปรับเปลี่ยนอะไรอีกแล้ว  “โค้ชบอกว่า แซม ยูนะมีฝีมือ แต่ถ้ายูไม่หยุด ยูมีเงิน ยูก็จะเสียเงินซื้อไปเรื่อย พอผมหันโฟกัสตัวเองมากขึ้น มันก็เริ่มเห็นผลของความเปลี่ยนแปลงในช่วง 9 เดือนแรกที่ร่วมงานกันมา” 

“ผมบอกกับโค้ชว่า ไหน ๆ ถ้าเป้าหมายคือโอลิมปิก 2020 ผมขอโจทย์ยากเลยแล้วกัน คือ ขอติด 1 ใน 2 เวิลด์คัพ ปี 2019 เพื่อคว้าโควต้าอัตโนมัติ ไม่ต้องแข่งรอบคัดเลือกเอเชีย โค้ชก็แปลกใจ เพราะมันยากมาก ทุกคนที่มาแข่ง ก็ไม่มีใครคิดหรอกว่าเราจะได้”

เศวต ผู้ไม่เคยคว้าเหรียญรางวัลใดเลยในการแข่งขันระดับโลก เลือกที่จะชาลเลนจ์ตัวเองครั้งใหญ่ ด้วยการขอลุยเวิลด์ คัพ เพื่อหวังจบอันดับ 1-2 ในแต่ละสนาม ซึ่งมีโควต้าให้นักกีฬาทั้งหมดแค่ 8 คนเท่านั้น โดยผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกคนล้วนมีศักยภาพระดับสูง 

แม้เขาจะสามารถพาชื่อ นักยิงเป้าบินสัญชาติไทยไปอยู่บนกระดาษลิสต์นักกีฬาแผ่นแรกได้แล้ว แต่เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เศวต ก็ยังเป็นเพียงแค่ ม้านอกสายตา ที่ไม่มีใครว่าจะหลุดไปถึงรอบชิงชนะเลิศได้ 

แต่สิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เมื่อ เศวต ทำผลงานรอบคัดเลือกได้อย่างท็อปฟอร์ม ในศึกเวิลด์ คัพ 2019 ที่ประเทศ เมืองอัลไอน์ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โกยแต้มแซงผู้เข้าแข่งขันอีก 154 คน ทะลุเข้าไปเป็น 1 ใน 6 คนสุดท้ายที่จะได้มาดวลความแม่นกันในรอบชิงชนะเลิศ 

“ผมเข้ารอบชิงไปเป็นอันดับที่ 6 ช่วงก่อนการแข่งขัน โฆษกก็จะประกาศสรรพคุณของนักกีฬาทั้งหมด พอมาถึงผม โฆษกเขาไม่รู้จะประกาศอะไร เพราะผมไม่เคยได้เหรียญรางวัลอะไรเลย” 

“เขาบอกได้แค่ แซม เศวต จากประเทศไทย เป็นนักกีฬายิงเป้าบินที่อายุมากสุด หากเขาคว้าตั๋วโอลิมปิกได้ ปีหน้า (ตอนปี 2020 ก่อนการแข่งขันประกาศเลื่อน) เขาจะอายุ 57 ปี”

“การแข่งขันรอบชิงก็จะคัดออกรอบละคน จนเหลือ 2 คนสุดท้าย ทุกคนก็เซอร์ไพรส์ เพราะไม่มีใครคิดว่าผมจะทำแต้มขึ้นนำนักยิงเป้าบินมือระดับโลกได้ สุดท้ายผมทำสำเร็จ ได้รองแชมป์โลกและคว้าตั๋วมาลุยโอลิมปิก เกมส์ได้เป็นครั้งแรกของตัวเอง”

 

เศวต สิ้นสุดการต่อสู้ที่ยาวนานหลายสิบปี ด้วยการคว้าโควต้าโอลิมปิก เกมส์ 2020 ได้เป็นคนแรกของทัพนักกีฬาไทย เราไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าเขารู้สึกอย่างไรกับความสำเร็จนี้ ? 

“ผมดีใจแค่วันเดียวเท่านั้น วันต่อมาก็ต้องเตรียมมาตัววางแผนฝึกซ้อมต่อ” เศวต กล่าวเริ่ม 

“ผมสอนนักกีฬารุ่นน้องเสมอมาว่า ถ้าอยากยิงเป้าบินให้ดี ต้องรู้จักควบคุมจิตใจตัวเองให้ได้ ความโลภ ความโกรธต้องไม่มี สมาธิต้องอยู่กับเกมตลอด เพราะในระดับโลกทุกช็อตต้องเก็บให้ได้หมด”

“เวลายิงได้คะแนนเต็มก็อย่าไปหลงระเริงกับมัน เพราะรอบต่อไปเราอาจจะพลาดก็ได้ ถ้าผิดหวังก็อย่าเสียใจนาน คู่แข่งที่สำคัญสุดในกีฬาชนิดนี้คือตัวเราเอง ดังนั้นอย่าอยู่กับความโศกเศร้าและอย่าเอ็นจอยกับผลลัพธ์ที่ดีนานเกินไป ผมได้โควต้า ผมดีใจวันเดียว เพราะผมต้องเตรียมตัวต่อไปสำหรับโอลิมปิก เกมส์” 

หลักคิดของ เศวต เศรษฐาภรณ์ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่แค่นักกีฬาเท่านั้นที่จะเอาไปใช้ แต่ในชีวิตประจำวันของทุกคนก็สามารถนำไปปรับใช้ได้เช่นกัน 

โดยเฉพาะการเป็นคนที่ล้มแล้วลุกเร็ว ไม่จมจ่ออยู่กับความเสียใจ หรือเวลาสำเร็จก็ไม่หลงระเริงกับสิ่งที่ผ่านเข้ามา เพราะมันอาจไม่จีรังยั่งยืน  

ชีวิตทุกคน อาจต้องเจอทั้งวันที่แพ้และชนะได้พอ ๆ กัน สำคัญคือวันที่เราเตรียมพร้อมรับมันอย่างดีที่สุดแล้วหรือยัง ? 

หลังจากได้ตั๋วโอลิมปิก เกมส์ 2020 เศวต ยังคงให้ความสำคัญกับการฝึกซ้อมเหมือนที่เคยเป็นมา ตลอดปีกว่า ๆ  

ไม่ว่ามีสถานะเป็นนักกีฬาโอลิมปิก หรือเป็นมือวางอันดับสุดท้ายในศึกชิงแชมป์โลก เขาก็เตรียมตัว วางแผน และพยายามมองหาข้อผิดพลาดเพื่อแก้ไขและพัฒนาตัวเองต่อไป 

“ถ้าผมไม่สมหวังในโอลิมปิก เกมส์ 2020 ผมจะไม่เสียใจเลย เพราะผมได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองวางแผนทุกอย่างไว้หมด เตรียมตัวอย่างดีที่สุดแล้ว ผลชนะผมก็ดีใจ ถ้าแพ้ก็ไม่เป็นไร ลืมมันให้เร็วสุด เพราะพรุ่งนี้ผมก็วางแผนชีวิตในวันใหม่ต่อไป”

“สำคัญสุดคือเราต้องดีใจ และเสียใจแค่แปปเดียว อย่าไปอยู่กับมันนานเกินไป เพราะจะทำให้เราเสียเวลาทำในสิ่งที่เราทำ เรื่องที่ควรต้องทำ” 



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

สิ่งเดียวที่มีก็คือรักที่เธอไม่เข้าใจ จบแล้วก็อยากเปิด ปิดแล้วก็ไม่อยากไป
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x