FEATURE

อรสา เที่ยงกระโทก : เด็กพายเรือยาวธรรมดา สู่นักแคนูโอลิมปิกคนแรกของไทย | Main Stand



หากไล่ดูชื่อของนักกีฬาทีมชาติไทยในโอลิมปิก เกมส์ 2020 “อรสา เที่ยงกระโทก” คงไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูชาวไทยนัก และคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอเข้ารอบในฐานะนักกีฬาชนิดใด

 


ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครหลายคนจะรู้สึกแบบนั้น เพราะก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีนักกีฬาแคนูทีมชาติไทย สามารถก้าวเท้าสู่มหกรรมกีฬายิ่งใหญ่ที่สุด

กระทั่ง เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา อรสาขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นนักกีฬาเรือแคนูชาวไทยคนแรกในโอลิมปิก เกมส์ ถือเป็นความสำเร็จที่ไกลเกินฝันของเธอมาก หากนับจากวันที่เธอยังเป็นเด็กพายเรือยาว และเคยคิดจะหันหลังกับเส้นทางนี้มาแล้วหลายครั้ง

 

เด็กเรือยาวธรรมดา

ก่อน อรสา เที่ยงกระโทก จะขีดเขียนประวัติศาสตร์ ในฐานะนักกีฬาเรือแคนูหญิงไทยคนแรก ที่ได้ลงแข่งขันในโอลิมปิก เกมส์ ... เชื่อหรือไม่ว่า ครั้งหนึ่ง เธอเป็นเพียงเด็กพายเรือยาวฝีมือธรรมดา จากจังหวัดนครราชสีมา

“หนูเริ่มพายเรือตอน 11 ขวบค่ะ มีลูกของน้าเล่นมาก่อน คราวนี้หนูสนใจก็เลยไปเล่นด้วย คือช่วงนั้นไม่มีอะไรทำ รู้สึกเบื่อ อยากหากิจกรรมเล่นหลังเลิกเรียน ก็เลยไปเล่นกับเขาด้วย” อรสา เล่าถึงจุดเริ่มต้นในฐานะนักกีฬาพายเรือ

“ตอนแรกหนูเริ่มเล่นจากเรือยาว เป็นเรือยาวมังกร 10 ฝีพาย คือเรือยาวสากล สักพักหนูก็ลองไปเล่นเรือยาว 5 ฝีพาย อันนี้เป็นเรือไม้ เรือประเพณีค่ะ”

แตกต่างจากคนอื่นที่อาจเริ่มต้นเล่นกีฬาด้วยความหลงไหล หรือแรงบันดาลใจจากไอดอลที่ประสบความสำเร็จ อรสากระโจนลงสู่เรือยาว เพียงเพราะเธอต้องการสนุกไปกับเพื่อน ๆ ในช่วงหลังเลิกเรียน

การฝึกซ้อมในแต่ละวันเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ อรสาไม่เคยคิดว่าเธอต้องประสบความสำเร็จในการแข่งขัน คว้าเหรียญทองทุกรายการ หรือติดทีมชาติในอนาคต

เมื่อเทียบกับเพื่อนที่เล่นเรือยาวด้วยกัน เธอจึงเป็นเพียงเด็กพายเรือยาวฝีมือธรรมดา ไม่ใช่ตัวเด่นของรุ่น หรือนักกีฬาที่ใครจับตามมอง ภาพของหญิงสาวที่เขียนประวัติศาสตร์แก่วงการกีฬาไทย ไม่ปรากฎในตัวอรสา ณ เวลานั้น

“ตอนเด็กก็แค่รู้สึกว่ามันสนุก มีเพื่อนเยอะค่ะ เพราะญาติไปกันหลายคน หนูไม่ได้ไปเล่นคนเดียว เวลาไปก็เป็นกลุ่ม 6-7 คน มันสนุก ก็เล่นมาเรื่อย ๆ หนูก็เด็กธรรมดาคนหนึ่ง ช่วงแรกเล่นเรือยาวไม่ได้เหรียญอะไรเลยนะคะ แค่เด็กธรรมดา ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย”

อรสาพายเรือยาวเป็นงานอดิเรกไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางเพื่อนร่วมรุ่นที่หายหน้าหายตาไปทีละคน เพราะท้ายที่สุด การพายเรือยาวในระดับภูมิภาค ไม่ใช่กีฬาที่จะต่อยอดในฐานะอาชีพได้ เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน หลายคนจึงโบกมือลากิจกรรมตรงนี้ไป

หนึ่งคนที่ไม่คิดว่าตัวเองจะอยู่กับการพายเรือมานานเกือบครึ่งชีวิต คือ อรสา แต่ด้วยความโชคดี หรือโชคชะตาบางอย่าง เธอจึงได้รับโอกาสที่ตัวเธอไม่คาดฝัน ซึ่งต่อยอดสู่บทบาทนักกีฬาเรือแคนูทีมชาติไทย เหมือนในปัจจุบัน

 

ฝึกหนักในแคมป์ทีมชาติ

“หนูไม่เคยคิดว่าตัวเองมีฝีมือมากกว่า หรือเหนือกว่าคนอื่น หนูแค่คิดว่าตัวเองได้รับโอกาสมากกว่าคนอื่น” อรสาพูดประโยคที่กำลังบอกเล่าจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ทำให้เด็กพายเรือยาวจากโคราช กลายเป็นนักกีฬาเรือแคนูทีมชาติไทย

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อน ขณะเธอกำลังฝึกซ้อมอยู่กับทีมเรือยาวมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โค้ชคยัคแคนูทีมชาติไทยที่ถูกเชิญมาสอนเป็นการชั่วคราว มองเห็นแววของอรสา และเอ่ยปากชักชวนให้เธอลองเปลี่ยนมาเล่นเรือแคนู

เพราะในช่วงปลายปีดังกล่าว หรือ ปี 2015 มหกรรมกีฬาซีเกมส์กำลังจะจัดการแข่งขันเรือแคนูหญิงเป็นครั้งแรก ซึ่งทีมชาติไทยกำลังตามหานักกีฬา เพื่อลงสู้ศึกในรายการนี้

แน่นอนว่า อรสาตอบรับคำเชิญชวนนั้น เธอก้าวเท้าสู่แคมป์ทีมชาติ แม้จะไร้ประสบการณ์ในการพายเรือแคนู และภายใต้ชายคาทีมชาติไทยนี้เอง ที่ทำให้เธอพบกับช่วงเวลายากลำบากที่สุดในชีวิต

“ก่อนหน้านั้น หนูซ้อมสบายกว่าตอนเป็นทีมชาติมากค่ะ ความหนักมันคนละอย่าง หนูรู้สึกว่ามันหนักมาก เพราะหนูไม่เคยเจอการซ้อมอะไรที่จริงจังขนาดนี้มาก่อน มันไม่ชิน ร่างกายหนูระบมไปหมดเลยค่ะ ความรู้สึกเหมือนโดนซ้อมมาเลย” อรสาเริ่มเล่าถึงบทเรียนโหดในแคมป์ทีมชาติ

“หนูมีคอร์ทซ้อม 4 แบบ คือ “ปั่น เวท วิ่ง ว่าย” อย่างแรกคือปั่นจักรยาน ระยะทางต้องมากกว่า 20 กิโลเมตร แบบที่สองคือวิ่งในระยะทางที่กำหนดด้วยสปีดสูงสุด อันนี้เหนื่อยมากค่ะ ส่วนเล่นเวทก็จะมีหลายแบบ ทั้งเวททน คือเล่นนาน ๆ และเวทระเบิด คือเล่นน้ำหนักเยอะ ๆ แต่น้อยครั้ง ส่วนว่ายน้ำเป็นคอร์ทซ้อมที่หนูไม่ชอบที่สุดเลยค่ะ เพราะหนูเป็นคนที่ว่ายน้ำไม่เก่งเท่าไหร่ พอเจอคอร์ทว่ายน้ำเข้าไป มันไม่ไหว”

“หนูเจอ 4 คอร์ทนี้วนไปเรื่อย ๆ ภายในหนึ่งสัปดาห์ คือเราต้องซ้อมเพื่อให้กล้ามเนื้อทน หัวใจทน ช่วยให้ปอดทำงานได้ดี เท่ากับว่ากล้ามเนื้อทำงานหนักใช่ไหมค่ะ มันก็ทำให้หนูระบม ปวดไปหมดเลยค่ะ หนูซ้อมช่วงเช้าเสร็จ หนูก็นอน ตื่นมากินข้าวเที่ยง แล้วก็นอน คือไม่อยากทำอะไรอย่างอื่นเลยค่ะ เพราะมันล้ามาก”

4 คอร์ทฝึกซ้อมที่อรสาเล่ามา เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทเรียนอันหนักหน่วงที่เธอต้องเจอในแคมป์ทีมชาติ เพราะคอร์ทฝึกซ้อมหนักที่สุดของเธอ หนีไม่พ้น คอร์ทพายเรือ ที่ครั้งหนึ่งเคยหนักหนาสาหัสจนอรสาลืมไม่ลงไปตลอดชีวิต

“คอร์ทพายเรือหนักที่สุดค่ะ ซ้อมไม่ค่อยนานนะคะ แค่ชั่วโมงกว่า แต่ว่าในคอร์ทนั้นมันเหนื่อยมาก บวกกับที่ก่อนหน้านั้น เราไม่เคยซ้อมหนักแบบนี้ด้วย มันเลยรู้สึกหนักมากกว่าเดิมอีก”

“บางทีหนูต้องพายไกล 10 กิโลเมตร อันนี้คือเบามากนะคะ เพราะหนักสุดที่เคยเจอคือ 20 กิโลเมตร เป็นการพายเรือที่หนูจำไปจนตายค่ะ หนูพายอยู่สองชั่วโมงกว่า ปวดไปหมดเลยค่ะ แขนก็เจ็บ ขาก็เจ็บ (พายเรือแคนูต้องนั่งคุกเข่า) มันเมื่อย มันปวดไปหมดทั้งตัว หนูเจอครั้งเดียวก็บอกว่า ไม่เอาแล้ว มันเป็นคอร์ทที่ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย ทั้งนาน หนูไม่ชอบเลยค่ะ”

“เราทำอะไรอยู่นะ” คือคำถามที่อรสาตั้งกับตัวเองทุกวัน หลังการฝึกซ้อมอันเหนื่อยล้า แม้เธอจะไม่ได้รู้สึกท้อ จนถึงหมดกำลังใจในเส้นทางที่เลือก

แต่สำหรับวัยรุ่นคนหนึ่งที่เสียสละแรงกาย และแรงใจ บนเส้นทางนักกีฬา “คำตอบ” ที่บอกว่า เธอเหนื่อยกับสิ่งนี้เพื่ออะไร ดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญ ... และคำตอบนั้นรอคอยอรสาอยู่ในซีเกมส์ 2015 ทัวร์นาเมนต์แรกในนามนักกีฬาทีมชาติไทยของเธอ
 

ก้าวที่เจอทางตัน

“หนูจำได้ว่าวันนั้นฝนตก แต่ก่อนจะออกตัวฝนมันก็หยุด อากาศหนาวด้วย รู้สึกตื่นเต้นค่ะ ตัวสั่นด้วย หนูหยิกตัวเองก่อนจะออกสตาร์ท หยิกตัวเองในวินาทีก่อนจะพายเรือเลยค่ะ มันต้องเรียกสติ กระตุ้นให้กลับมาจดจ่อที่ตัวเอง” อรสา เล่าถึงช่วงเวลาก่อนคว้าเหรียญเงินจากซีเกมส์ 2015 ประเทศสิงคโปร์

“หนูพอใจกับเหรียญเงินนะคะ เพราะตอนนั้นหนูยังฝึกเรือแคนูจริงจังไม่ถึงปี ก็รู้สึกว่า ตัวเองทำเต็มที่แล้ว ภูมิใจมากค่ะ หลังจากจบการแข่งขันก็โทรหาที่บ้าน พอขึ้นมาจากเรือก็มีคนดีใจ วินาทีนั้นคือหนูจะร้องไห้ แต่ก็ทำตัวไม่ถูก เพราะเรายังเป็นเด็กน้อย”

ความสำเร็จในซีเกมส์ 2015 กลายเป็นคำตอบที่ทำให้อรสามีผลงานอันน่าจดจำในฐานะนักกีฬาเรือแคนูชาวไทย โดยเฉพาะในปี 2016 ที่เธอฟอร์มดีจนได้ไปเก็บตัวต่างประเทศเป็นเวลา 3 เดือน

และคว้าเหรียญทองแดงจากรายการ Canoe Women Cup 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส ในการแข่งขันระยะทาง 200 เมตร รวมถึงคว้าอันดับ 4 จากการแข่งขันชิงแชมป์โลกรุ่นเยาวชน อายุไม่เกิน 18 ปี ที่ประเทศเบลารุส ในปีเดียวกัน

“แล้วก็ตัน” อรสากล่าวแทรกขึ้นมา ขณะเล่าเรื่องราวความสำเร็จของตัวเอง

“หนูรู้สึกว่า เวลาของตัวเองมันไม่ลดลงค่ะ คือหนูพายได้เวลา 49 วินาที ตั้งแต่ตอนนั้น (ปี 2016) แล้วหนูแข่งมาเรื่อย ๆ มันก็ได้แค่ 49-50 วินาที น้อยที่สุดคือ 48 วินาที ซึ่งต้องมีลมช่วยด้วยนะคะ หนูเลยคิดว่าตัวเองตันค่ะ เพราะจับเวลากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เวลามันก็ไม่ลงสักที”

“ตอนนั้นคิดเยอะมากว่าจะปรับตรงไหน ทำไมมันยังไม่ได้สักที ? ท้อนะคะ ก็เคยคิดจะเลิกเล่น เพราะรู้สึกว่ามันไม่ไปไหน คือไม่ได้คิดแบบนี้แค่ครั้งเดียวนะคะ เกือบจะเลิกเล่นหลายครั้งเลยค่ะ มันเข้ามาในหัวเรื่อย ๆ”

อรสาคงไม่สามารถสร้างประวัติศาสตร์อย่างวันนี้ หากเธอเลือกจะยอมแพ้กับกำแพงที่ไม่อาจข้ามผ่านในวันนั้น แต่เป็นเพราะกำลังใจจากคนรอบข้าง รวมถึงอรสาที่ย้ำเตือยตัวเองเสมอว่า “เธอคือนักกีฬาทีมชาติไทย” แรงผลักดันเหล่านี้ช่วยให้เธอปาดน้ำตา ลบความผิดหวัง และฝึกซ้อมอย่างมุ่งมั่นต่อไป

“ตอนนั้นก็คิดว่าเป็นนักกีฬาทีมชาติแล้ว อยู่ในนามทีมชาติแล้ว หนูคอยเตือนตัวเองแบบนี้อยู่ตลอด คิดว่าเรามีโอกาสมากกว่าคนอื่นแล้ว เราก็ต้องคว้ามันไว้”

ภายในหนึ่งปี อรสาลงแข่งขันตลอดทั้ง 12 เดือน ไม่มีการเว้นว่าง เพื่อพัฒนาผลการแข่งขัน และหาประสบการณ์ให้มากที่สุด จนกระทั่งปี 2019 ที่ผลงานของเธอเริ่มดีขึ้นมา จากการคว้า 1 เหรียญทอง และอีก 3 เหรียญทองแดง จากการแข่งขันชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รวมถึง 2 เหรียญทองแดง ในซีเกมส์ 2019 ที่ประเทศฟิลิปปินส์

ความสำเร็จที่เริ่มกลับมาอีกครั้ง และความมุ่งมั่นที่อยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิม อรสาจึงฝึกหนักที่สุดในชีวิต ก่อนการแข่งขันรอบคัดเลือกโอลิมปิก เกมส์ 2020 ซึ่งกลายเป็นเวทีที่อยู่ในความทรงจำของเธอตลอดไป เพราะไม่ใช่แค่อรสาจะคว้าตั๋วโอลิมปิกได้สำเร็จ แต่เธอยังทลายกำแพงที่ไม่เคยข้ามผ่านได้อีกด้วย

 

นักแคนูไทยคนแรกในโอลิมปิก

สิ่งหนึ่งที่อรสาพยายามอย่างหนัก คือการค้นหารูปแบบการฝึกซ้อมที่เหมาะสมกับเธอมากที่สุด เพราะโจทย์สำคัญที่ตั้งไว้คือ ทำเวลาให้น้อยกว่า 48 วินาที หากเธอไม่สามารถลดเวลาตรงนี้ลงได้ หญิงสาวจากเมืองโคราชไม่ต้องหวังถึงการแข่งขันระดับโลกที่กรุงโตเกียว

“ช่วงก่อนจะคัดโอลิมปิก หนูปรับเทคนิคให้พายแล้วรู้สึกดีกว่าเดิม ในคอร์ทซ้อมโค้ชก็ทดลองเราตลอด คือทุกอาทิตย์ หนูจะมีพายจับเวลา โค้ชก็จะทดลองคอร์ทซ้อมแต่ละแบบ (ก่อนจับเวลาในแต่ละอาทิตย์) แล้วถามว่าหนูรู้สึกดีกับแบบไหน พอเราบอกว่าแบบนี้รู้สึกดี โค้ชก็จะซ้อมแบบนี้ตลอด”

“มีการปรับโปรแกรมการฝึกหลายแบบ เช่น อาทิตย์นี้อาจจะเวทเยอะหน่อย แล้วอาทิตย์หน้าให้เวต 2 ครั้ง วิ่งเบา ๆ แล้วจับเวลา โค้ชทำหลายแบบค่ะ แต่มีครั้งหนึ่ง ที่หนูเจ็บจนหนูต้องหยุดซ้อมไปเลย มันเป็นช่วงที่หนูเวทเยอมากะ หนูจำได้ว่าเวทแทบทุกวัน อันนี้หนูไม่โอเคมาก ๆ มันหนักไป จนกล้ามเนื้อมันเจ็บ”

ถึงจะลองผิดลองถูกจนอรสาบาดเจ็บ แต่การฝึกซ้อมในรูปแบบนี้ได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจ เธอทำเวลาน้อยที่สุดในการฝึกซ้อมแคนูสปรินต์ 200 เมตร อยู่ที่ 47 เกือบ 48 วินาที ซึ่งเป็นสัญญาณถึงการพัฒนาของเธอที่ดีขึ้นตามลำดับ

อรสาจึงเดินทางสู่การแข่งขันเรือแคนู สปรินต์ รอบคัดเลือกโอลิมปิก โซนเอเชีย ที่ศูนย์ฝึกกีฬาเรือพายราชนาวี จังหวัดระยอง ด้วยความมั่นใจเต็มร้อย ก่อนแสดงผลงานการพายเรือแคนูที่ดีที่สุดในชีวิตออกมา แม้ว่าจะพึ่งโชคช่วยนิดหน่อยก็ตาม

“หนูคิดว่าตัวเองโชคดีนะคะ ตั้งแต่ตอนที่ลมหายไปแล้วค่ะ คือตอนเช้าก่อนแข่งมีพายุ แล้วลมมันตีหน้าฝั่งซ้าย ซึ่งหนูพายลมตีฝั่งซ้ายไม่ดี คือลมมีผลกับหนูค่ะ” อรสาเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอวันนั้นให้ฟัง

“ก่อนแข่งหนูตื่นเต้นมาก ตัวสั่นด้วย ในหัวไม่ได้คิดอะไรนอกจากต้องทำให้เรือมันเร็ว แล้วตอนออกตัวหนูรู้สึกว่า เรือมันกระตุกนิดหน่อย แต่หนูไม่ได้คิดอะไรนะคะ คิดแค่ว่า ต้องไปให้เร็ว ๆ (หัวเราะ)”

47.235 วินาที คือเวลาที่อรสาทำได้ในการแข่งขันดังกล่าว มันเป็นเวลาดีที่สุดตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่เธอฝึกฝน และทุ่มเทอย่างหนักในฐานะนักกีฬาเรือแคนูทีมชาติไทย

“ตอนที่รู้(ว่าตัวเองชนะ)ก็ตกใจนิดหน่อย เพราะตอนพายหนูเห็นแค่สองลำข้าง ๆ  ก็ตกใจว่าตัวเองชนะเหรอ แล้วหนูก็ได้ยินเสียงเฮทั้งสนาม” อรสาบอกความรู้สึกในวินาทีที่เธอคว้าตั๋วโอลิมปิก

“ความรู้สึกก็ตื่นเต้น ดีใจ แต่บวกกับความเหนื่อย มันเลยอยู่ข้างใน มันไม่รู้จะแสดงออกมาอย่างไร รู้แค่ว่าตัวเองเหนื่อยมาก ไม่เคยพาย 200 เมตร แล้วเหนื่อยขนาดนี้มาก่อนเลยค่ะ ขึ้นไปนั่งพักห้านาทีก็ยังเหนื่อย หัวใจยังเต้นแรงอยู่ อาจจะเป็นเพราะว่าตื่นเต้น ดีใจด้วยก็ได้”

ผลงานดีที่สุดในชีวิตของ อรสา เที่ยงกระโทก ทำให้เธอกลายเป็นนักกีฬาเรือแคนูหญิงไทยคนแรก ในโอลิมปิก เกมส์ แต่นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของบททดสอบครั้งใหม่ เพราะอรสาต้องลดเวลาของตัวเองลงอีกมาก หากหวังคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันเรือแคนูสปรินต์ ระยะ 200 เมตร

ไม่ว่าเธอจะประสบความสำเร็จที่โตเกียว เกมส์ หรือไม่ ? เรื่องราวของอรสาแสดงให้เห็นถึงนักกีฬาคนหนึ่ง ที่อดทนต่อความเหนื่อยล้า และผลักดันตัวเองข้ามผ่านขีดจำกัดของตัวเอง จนกลายเป็นนักกีฬาเรือแคนูที่ประสบความสำเร็จ และสร้างประวัติศาสตร์แก่วงการกีฬาไทย



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x