FEATURE

ใบสน มณีก้อน : สาวน้อยวัย 18 ปีผู้กลายเป็นความหวังมวยสากลไทยในโอลิมปิก | Main Stand



“หนูกอดโค้ชแล้วก็บอกว่า หนูทำได้แล้ว ๆ แล้วหนูก็ร้องไห้ มันเกินกว่าที่หนูคาดคิดมาก เพราะหนูไม่คิดว่าตัวเองจะได้ไปด้วย คนอื่นก็ไม่ค่อยคิดหรอกว่าหนูจะทำสำเร็จ แต่หนูก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หนูทำได้”

 


ใบสน มณีก้อน ขีดเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่แก่วงการกำปั้นไทย ด้วยการเป็นนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นอายุน้อยที่สุด ที่คว้าตั๋วโอลิมปิก เกมส์ ขณะอายุเพียง 18 ปี 4 เดือน

กว่าจะก้าวมาถึงตรงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องใช้หยาดเหงื่อและหยดน้ำตาเพื่อแลกกับความสำเร็จ พัฒนาตัวเองจากเด็กที่มีโรคประจำตัว ผ่านบทเรียนสุดโหดของคุณพ่อ ก่อนผันตัวสู่เวทีมวยสากล 

นี่คือเรื่องราวของ ใบสน มณีก้อน ที่จะทำให้คุณเข้าใจว่า สาวน้อยรายนี้ สามารถคว้าตั๋วโอลิมปิกตั้งแต่อายุ 18 ปีเศษ  และกำลังจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของทัพนักกีฬาไทยใน โตเกียว เกมส์ หนนี้ได้อย่างไร ?

 

ก้าวแรกสู่สังเวียน

สำหรับนักกีฬาหลายคน เส้นทางความสำเร็จของพวกเขาเริ่มต้นจากจุดง่าย ๆ คือ การออกกำลังกาย ใบสน มณีก้อน สาวน้อยจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น 

เธอเริ่มต้นชกมวยเนื่องจากต้องการพัฒนาร่างกายให้แข็งแรง หลังป่วยเป็นโรคหอบหืด และภูมิแพ้ตั้งแต่เด็ก

“หนูเริ่มต้นชกมวยเพราะว่าตัวเองมีโรคประจำตัว คุณพ่อก็บอกให้หนูลองฝึกชกมวยเพื่อออกกำลังกาย อาการป่วยของหนูก็ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยป่วยเหมือนเมื่อก่อน จากเดิมที่เคยต้องไปหาหมอทุกอาทิตย์ อาการป่วยตรงนั้นก็หายไป ไม่มีอีกเลยหลังจากต่อยมวย” ใบสน เล่าจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่พาเธอไปสู่โตเกียว เกมส์

มวยไทยกลายเป็นยาดีที่สุดของ ใบสน และโรงพยาบาลที่รักษาโรคให้เธอคือ “ผลไม้ปลากัดยิมส์” ค่ายมวยไทยของคุณพ่อ บรรจง มณีก้อน ที่เริ่มต้นฝึกฝนลูกสาวให้ชกมวยด้วยตัวเอง

หากเป็นคุณพ่อคนอื่น ใบสน อาจต้องหยุดเส้นทางการชกมวยของเธอไว้เพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายแรกที่เธอหันมาออกกำลังกาย เพียงเพื่อต้องการให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น 

อีกอย่างคงไม่มีพ่อคนไหน อยากเห็นลูกสาวขึ้นไปเจ็บตัวบนสังเวียน แต่ บรรจง มณีก้อน กลับคิดนอกกรอบ ส่งลูกสาวขึ้นไปต่อสู้บนเวทีมวย

“หนูชกมวยเพื่อออกกำลังกายได้ประมาณ 10 วัน ยังไม่ถึงเดือนดี พ่อก็เห็นแววในตัวหนู แกเลยอยากลองส่งหนูขึ้นชก แล้วก็มาถามหนูว่า ชกมวยได้ไหม ? หนูเลยซ้อมต่ออีก 15 วัน ก่อนขึ้นชกไฟต์แรก”

“พ่อจับหนูซ้อมตามโปรแกรมปกติ ซ้อมเหมือนกับเป็นนักมวยไทยคนหนึ่ง ตื่นเช้าออกไปวิ่ง 5 กิโลเมตร เสร็จแล้วกลับมาอาบน้ำ ไปโรงเรียน ตกเย็นก็กลับมาซ้อมมวยต่อ ออกไปวิ่ง ลงเตะเป้า อะไรทำนองนี้”

ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ใบสน มณีก้อน เด็กที่เคยป่วยเป็นโรคหอบหืดและภูมิแพ้ กำลังก้าวเข้าสู่เวทีมวยไทย ในฐานะนักกีฬาเป็นครั้งแรก 

นี่คือจุดเริ่มต้นความสำเร็จที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา เพราะไม่มีคำว่า “ง่าย” บนเส้นทางของเธอนับจากนี้...

 

บทเรียนโหดของคุณพ่อ

“หนูจำไฟต์แรกของตัวเองได้ค่ะ วันนั้นคือเป็นมวยดุดัน เดินไม่หยุด เพราะว่าพ่อบอกให้เดิน หนูก็เดินตามที่พ่อสั่ง” ใบสน หัวเราะไปพร้อมกับการเล่าประสบการณ์บนสังเวียนครั้งแรกของเธอ

“วันนั้นคือหนูแพ้ แต่ก็ภูมิใจ คิดว่าต่อยได้แค่นั้นก็ดีแล้ว หลังจากนั้นพ่อฝึกหนูหนักขึ้น ลูกไหนที่เรายังไม่ได้ พ่อก็จะฝึกจนกว่าจะได้ จนกว่าเราจะชำนาญ”

ถึงจะเป็นลูกสาวหัวหน้าค่ายมวยที่ควรจะมีอภิสิทธิ์มากกว่าใคร แต่ ใบสน กลับต้องเจอบทเรียนโหดจากคุณพ่อ ที่ต้องการปลุกปั้นเธอให้เป็นยอดนักสู้ 

“พ่อหนูเป็นคนที่โหดมากค่ะ ถ้าหนูทำตัวอ้อแอ้ แกก็จะบอกให้ตั้งใจซ้อม บางครั้งแกก็จะโหดใส่เรา ด่าใส่เรา บางทีหนูเหนื่อยจนร้องไห้ แกก็ยังโหดใส่เราเหมือนเดิม (หัวเราะ) ถึงร้องไห้ก็ต้องซ้อมต่อ”

“หนูเคยซ้อมหนักจนรู้สึกว่าร่างกายมันอยากพักบ้าง แต่พ่อก็จะบอกว่า ทำร่างกายให้มันแข็งแรงกว่านี้หน่อยได้ไหม คือสำหรับหนู เราเต็มที่แล้ว แต่ในมุมมองของพ่อ เขารู้สึกว่าเราไม่เต็มที่”

เหตุผลเดียวที่ทำให้ ใบสน มณีก้อน ยังคงโลดแล่นอยู่ในวงการมวยมาจนถึงปัจจุบัน แม้จะผ่านบทเรียนน้ำตาจากคุณพ่อ คือความรักที่เธอมีให้กับกีฬาชนิดนี้

ความสนุกที่ได้รับจากเกมบนสังเวียน บวกกับความสุขตามประสาเด็กที่สามารถหาเงินได้ด้วยตัวเอง ถือเป็นแรงบันดาลใจเล็ก ๆ ที่หลอมรวมกีฬามวยไทยกับชีวิตของ ใบสน ให้เป็นหนึ่งเดียว

“หนูรู้สึกสนุกทุกครั้งที่ได้ชกมวย ถึงมันจะเหนื่อย แต่เราก็ชอบในกีฬานี้ หนูอยากต่อยต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันทั้งสนุก และหาเงินด้วยตัวเองได้ด้วย”

ไม่มีใครรู้ว่า หากใบสนยอมแพ้ต่อความเหน็ดเหนื่อยในวันนั้น เรื่องราวของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป ... แต่สิ่งที่เรารู้อย่างแน่ชัดคือ ความอดทนและบทเรียนที่คุณพ่อบรรจงมอบให้ ได้กลับมาตอบแทน ใบสน อย่างคุ้มค่า

เวลาผ่านไป 4 ปี เธอกลายเป็นนักมวยภูธรฝีมือดีในภาคอีสาน ใบสนเดินสายคว้าชัย 14 ไฟต์รวด ส่งผลให้เธอเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาในวงกว้าง จนได้รับการทาบทามให้ก้าวมาสู่เวทีระดับชาติอย่าง “ไทยไฟต์” ซึ่งกลายเป็นสังเวียนที่เปลี่ยนชีวิตของเธอไปตลอดกาล

“ตอนนั้นมีผู้ใหญ่โทรมาถามพ่อว่า ลองให้ใบสนมาชกในไทยไฟต์ไหม หนูกับพ่อก็คุยกันว่า ลองไปเถอะ ก็เลยลองเข้ามาชกในไทยไฟต์”

“หนูคิดว่าตัวเองมีประสบการณ์เยอะพอสมควรในกีฬามวยไทย ก็ชกในไทยไฟต์ได้ประมาณ 3 ครั้ง แล้วก็เปลี่ยนมาต่อยมวยสากลเลยค่ะ”

ใบสน มณีก้อน กำลังได้โอกาสพิสูจน์ตัวเองบนเวทีมวยไทยรายการใหญ่ แต่จู่ ๆ เธอกลับเบนสาย หันมาเอาดีในกีฬามวยสากลสมัครเล่น ... อะไรที่ทำให้เด็กอายุ 16 ปี ตัดสินใจเด็ดขาดแบบนั้น ?

 

เบสิค = 0

“ก่อนเข้ามาชกมวยสากล ท่านสมชาย พูลสวัสดิ์ เห็นว่าหนูออกหมัดดี เลยติดต่อเข้ามาคุยกับคุณพ่อ ให้ลองชวนหนูมาต่อยมวยสากล”

“พ่อก็ถามว่า ลองไปมวยสากลดีไหม ? เพราะว่ามันอาจจะดีกับอนาคตของหนูมากกว่าชกมวยไทยต่อไป หนูก็เลยลองไปฝึก ซ้อมดูก่อน คือถ้ามันไม่โอเค หรือเราไม่พัฒนา หนูก็จะกลับมาต่อยมวยไทยเหมือนเดิม”

“แต่พอมาฝึก (มวยสากล) แล้ว หนูรู้สึกชอบ ติดใจในการซ้อมมวยสากล และรู้สึกว่าพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ  เพราะมันมีเทคนิค และแทคติกเยอะกว่ามวยไทยมาก ไม่เหมือนมวยไทย มันมีรายละเอียดบางอย่างที่ยากกว่ามวยไทย หนูชอบอะไรที่มันท้าทายตัวเอง”

ประสบการณ์ 4 ปี บนสังเวียนมวยไทยของ ใบสน มีค่าเท่ากับศูนย์ เมื่อเธอก้าวขึ้นมายืนบนเวทีมวยสากลสมัครเล่น 

เพราะศาสตร์แห่งอาวุธทั้ง 8 ของมวยไทย คือการต่อสู้ที่เน้นความแข็งแรง สามารถยืนอยู่กับที่เพื่อรอจังหวะในการเล่นงานคู่ต่อสู้ด้วยหมัด เข่า และศอก

แต่สำหรับ มวยสากลสมัครเล่น ฟุตเวิร์กสำคัญมาก เนื่องจากเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวตลอดเวลา แถมยังอาศัยเทคนิคที่ดี ในการชิงจังหวะออกหมัดก่อนเพื่อทำแต้ม 

ใบสน จึงต้องฝึกหนักเป็นสองเท่า ยิ่งกว่าบทเรียนสุดโหดจากคุณพ่อ เพื่อให้เธอไล่ตามขุนพลเสื้อกล้ามทีมชาติไทยคนอื่นให้ทัน เพราะเธอตามหลังคนอื่นอยู่หลายก้าว และไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับศาสตร์การต่อสู้แขนงใหม่ … ไม่รู้แม้กระทั่งว่า ตัวเองถูกเรียกติดทีมชาติแล้วด้วยซ้ำ…

“ตอนนั้นหนูก็ไม่รู้ว่าตัวเองติดทีมชาติ คือมารู้ทีหลัง ตอนแรกนึกว่าเขาให้มาฝึกเฉย ๆ หนูเริ่มฝึกได้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ถึงรู้ว่าเราอยู่ในทีมชาติแล้ว (หัวเราะ)”

“การฝึกช่วงแรกสำหรับหนูถือว่ายากมาก กว่าจะปรับตัวได้คือเกือบ 2 เดือน หนูต้องฝึกสเต็ปเท้า ฝึกชกหมัดหนึ่งสอง ฝึกออกหมัดฮุก ฝึกหมัดอัพเปอร์คัท ต้องเริ่มเบสิกใหม่ทั้งหมด” 

“นักมวยหญิงคนอื่นเขาเคยฝึกมาแล้ว น่าจะรู้เบสิก แต่หนูไม่มีพื้นฐานมวยสากลเลย โค้ชจึงต้องเน้นเราคนเดียว คอยดูพัฒนาการของเราอย่างใกล้ชิด”

“กติกาการแข่งขัน ช่วงแรกหนูไม่รู้เลย โค้ชก็คอยบอกเรา หนูเองก็เริ่มค้นหาด้วยตัวเอง บางทีหลังซ้อมเสร็จ หนูก็นั่งดูคลิปในยูทูบบ้าง เพราะว่าเราไม่รู้อะไรเลย” 

“เบสิกหนูคือศูนย์ ไม่มีเลย มีแต่เบสิกมวยไทย ต่อยหมัดก็ไม่เป็น โค้ชก็ค่อย ๆ ฝึกฝน  หลังจากคนอื่นซ้อมเสร็จแล้วก็จะฝึกแค่หนูคนเดียว เพิ่มเบสิกให้เราคนเดียว คือฝึกเราจากพื้นฐานก่อน”

ใบสน ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมากหากคิดจะตามคนอื่นให้ทัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จบนเส้นทางสายนี้ เธอจึงเต็มที่กับทุกวินาทีในแคมป์ทีมชาติ เพื่อเตรียมพร้อมกับการแข่งขันครั้งแรก

 

ฝ่าฟันจนคว้าตั๋วโอลิมปิก

รายการแรกของ ใบสน ในฐานะนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทย คือการแข่งขันมวยสากลเยาวชน ชิงแชมป์เอเชีย เมื่อปี 2018 

แม้จะไร้ประสบการณ์ แต่เธอเลือกงัดลูกหนักและลูกแข็งแรงตามสไตล์มวยไทยเข้าสู้ น่าเสียดายที่ความพยายามของเธอไม่เป็นผล ใบสน มณีก้อน ตกรอบแรกในทัวร์นาเมนต์ดังกล่าว 

“แมตช์นั้น ในความรู้สึกก็คิดว่าตัวเองชนะ แต่เราไม่ชนะ ก็เสียใจนิดหน่อย ร้องไห้เลยค่ะ” ใบสน เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ประเดิมด้วยความพ่ายแพ้

“มันเป็นครั้งแรกของเราในมวยสากล ถึงโค้ชจะบอกว่า หนูทำดีแล้ว แต่ความคิดตอนนั้นของหนู คืออยากต่อยรายการใหญ่ อยากมีเหรียญติดมือ อยากได้เหรียญทอง ไม่ได้อยากไปแข่งแล้วแพ้กลับมา”

“ประสบการณ์ที่ตกรอบแรก ทำให้หนูกลับมาซ้อม ด้วยความตั้งใจที่มากขึ้น ยอมฝึกหนักกว่าเดิม เพิ่มเบสิก เพิ่มเทคนิค เพิ่มขึ้นมาอีกเยอะเลยค่ะ ทำทุกอย่างที่ตามโค้ชสอน เพื่อพัฒนาตัวเองให้ได้มากที่สุด ”

ใบสน ต้องเจอกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในขวบปีแรกของเธอกับกีฬามวยสากลสมัครเล่น เพราะนอกจากจะพลาดเหรียญรางวัลอย่างต่อเนื่อง แพ้อย่างต่อเนื่องแล้ว ใบสน ยังหมดโอกาสขึ้นชกบนเวทีชิงแชมป์โลก รุ่นเยาวชน ในปี 2018 เนื่องจากส่งเอกสารเรื่องรุ่นน้ำหนักผิดพลาด เรียกได้ว่าไม่มีอะไรเป็นดั่งใจของเธอเลย

แต่ด้วยความมุ่งมั่นและไม่ยอมแพ้  ในปี 2019 ใบสน ผงาดขึ้นมาเป็นนักชกที่น่าจับตา และประสบความสำเร็จบนเวทีชิงแชมป์เอเชีย ที่ประเทศมองโกเลีย จากการคว้าเหรียญทอง และรางวัลนักมวยยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ 

ซึ่งเป็นความสำเร็จสุดท้ายในรุ่นเยาวชนของเธอ ก่อนจะก้าวมาเจอกับบททดสอบใหญ่ในรุ่นประชาชน นั่นคือการคัดตัวไปโอลิมปิก เกมส์ 2020 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

“หลังจากหนูต่อยชิงแชมป์เอเชีย กลับมาก็รู้เลยค่ะว่าตัวเองจะได้ไปคัดโอลิมปิกที่จอร์แดน ในเดือนมีนาคม”

“ในความคิดของหนู คิดว่าถ้าได้ไปโอลิมปิกก็คงดี แต่ถ้าไม่ได้ มันก็เป็นประสบการณ์ เพราะว่าเป็นแมตช์แรกในรุ่นประชาชน ตอนนั้นคือซ้อมหนักมาก ซ้อมหนักกว่าทุกรอบ เราต้องเตรียมตัวสามเดือน ก็ซ้อมหนักทั้งสามเดือน” 

“เดือนสุดท้ายที่ซ้อมคือหนักมาก ๆ ยังจำความรู้สึกได้เลยว่า ตอนนั้นร่างกายเราเกินร้อย ดีมาก ๆ แบบชกยังไงก็ไม่หมด”

ใบสน มณีก้อน เดินทางสู่ประเทศจอร์แดน ด้วยสภาพร่างกายที่ดีที่สุดในชีวิต แม้จะต้องรับมือกับความตื่นเต้นก่อนการแข่งขัน และต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ที่มีฝีมือและชั่วโมงบินเหนือกว่าอย่างชัดเจน 

แต่เธอก็สามารถทำในสิ่งที่ใครหลายคนคาดคิดถึง นั่นคือ การคว้าตั๋วโตเกียว เกมส์ มาครองได้สำเร็จ และกลายเป็นนักชกมวยสากลสมัครเล่นทีมชาติไทยที่อายุน้อยสุดในประวัติศาสตร์ที่คว้าตั๋วไปลุยโอลิมปิก

“หนูกอดโค้ชแล้วก็บอกว่า หนูทำได้แล้ว ๆ แล้วหนูก็ร้องไห้ มันเกินกว่าที่หนูคาดคิดมาก เพราะหนูไม่คิดว่าตัวเองจะได้ไปด้วย คนอื่นก็ไม่ค่อยคิดหรอกว่าหนูจะทำสำเร็จ แต่หนูก็แสดงให้เห็นแล้วว่า หนูทำได้”

“สำหรับหนู มันเป็นครั้งแรกที่จะได้ไปโอลิมปิก และหนูคงจะได้ประสบการณ์มาก ๆ จากโอลิมปิกครั้งนี้ เรื่องเป้าหมายที่วางไว้ หนูขอแค่สักเหรียญก็พอ เพราะว่าประสบการณ์เรายังน้อย” 

“โอลิมปิกครั้งนี้ คิดว่าเราไปดูนักมวยคนอื่น ๆ อะไรที่เป็นจุดเด่นของเขา เราก็จดจำแล้วนำกลับมาแก้ไขตัวเอง น่าจะได้ประสบการณ์กลับมาเยอะมากค่ะ” ใบสน กล่าวทิ้งท้าย ถึงเป้าหมายของเธอในโอลิมปิก เกมส์ 2020
 



AUTHOR

ณัฐนันท์ จันทร์ขวาง

I'm a sad girl, in this big world ... It's a mad world.
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x