FEATURE

พลังฮึดสู้ของกีฬาไทย : M-150 กับภารกิจผลักดันเหรียญโอลิมปิกและความสุขให้คนไทย



การแห่แชมป์ หรือเหรียญรางวัลต่าง ๆ หลังจากที่นักกีฬาไทยคว้ามันมาได้จากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ถือเป็นภาพจำของเรามาเสมอ นั่นคือความสวยงาม และความสำเร็จ ที่นักกีฬาทุกคนฝันอยากจะได้มีประสบการณ์นั้นสักครั้ง เพราะเหรียญรางวัลโอลิมปิกสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาในทางที่ดีขึ้นได้ 

 

อย่างไรก็ตามมีอีกสิ่งที่สำคัญก่อนจะถึงวันที่พวกเขาประสบความสำเร็จ ... นั่นคือใครสักคนที่เชื่อใจ, มองเห็นในความมุ่งมั่น และยื่นมือเข้ามาสนับสนุนพวกเขา ในวันที่นักกีฬาเหล่านั้นยังเป็นแค่ No One สำหรับคนส่วนใหญ่ 

นี่คือเรื่องราวการสนับสนุนของเครื่องดื่ม M-150 ที่อยู่เบื้องหลังการบันดาลเหรียญต่าง ๆ ของนักกีฬาไทยในโอลิมปิก ... เมื่อพวกเขาเข้ามาดูแลตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง ?

ติดตามได้ที่ Main Stand  

 

ปลายทางช่างสวยงาม 

หลายครั้งเมื่อนักกีฬาไทยไปแข่งขันในโอลิมปิกและได้เหรียญรางวัลกลับมา ภาพคุ้นชินของเราคือพวกเขาจะได้รับเงินรางวัลและเงินอัดฉีดมากมายตามมา มีชื่อเสียงโด่งดัง และมีหน้ามีตาในสังคม เรียกได้ว่าพลิกชีวิตกันเลยก็คงไม่ผิดนัก 

อย่างไรก็ตามนั่นเป็นเพียง "ปลายทางของความสำเร็จ" เท่านั้น

พวกเขาสมควรได้รับทุกสิ่งที่กล่าวมา เพราะทุกคนได้ใช้ความพยายามทั้งกายและใจทุ่มเทแลกมันมาจนสุดตัว  ทว่าแท้จริงนั้นชีวิตของพวกเขาไม่ได้มีแค่เหรียญรางวัลเพียงอย่างเดียว เส้นทางก่อนจะมาถึงความสำเร็จ พวกเขาต่างผ่านความยากลำบากมามากมายแบบที่ "กองเชียร์" ไม่ค่อยมีโอกาสได้รู้มากนัก 

"ผมผ่านมาเยอะ เจ็บมาเยอะ" วลีเด็ดของ​นักมวยสากลขวัญใจมหาชนอย่าง สมจิตร จงจอหอ คือคำยืนยันถึงสิ่งที่กล่าวมาได้เป็นอย่างดี 

กว่าที่ สมจิตร จะคว้าเหรียญทองในโอลิมปิก 2008 ที่ปักกิ่ง เขาผ่านมาเยอะจริงตามที่ว่า ... สมจิตร เคยเล่าว่าเขาร้องไห้ฟูมฟายที่ความพยายามสุดตัวของเขาไม่มีความหมาย เมื่อโอลิมปิกที่ กรีซ เมื่อปี 2004 ที่เจ้าตัวไปแข่ง แล้วตกรอบกลับมาแบบไม่ได้เหรียญอะไรเลย 

ความผิดหวัง เปลี่ยนให้ สมจิตร ต้องพยายามมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า หากนับตามปีแล้ว เขาใช้เวลาทุ่มเทไปกับการซ้อมถึง 8 ปีเต็ม กว่าที่ความพยายามนั้นจะตอบแทนเขาเป็นเหรียญรางวัล เขาขึ้นชกในนัดชิงเหรียญทองโดยใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที และคนดูก็จะจดจำได้แค่ช่วงเวลานั้นมากกว่าความล้มเหลวตลอด 8 ปีก่อนหน้านี้ของเขาทั้งหมด 

ขณะที่เจ้าของเหรียญทองอีกหนึ่งคนที่เป็นขวัญใจชาวไทยอย่าง สมรักษ์ คำสิงห์ ก็ถือเป็นหนึ่งในสตอรี่ของการ "ฮึดสู้" ไม่แพ้กัน เพราะโอลิมปิกครั้งแรกของสมรักษ์ที่ บาร์เซโลน่า ในปี 1992 เจ้าตัวตกรอบสองของการแข่งขัน 

ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นเหมือนทั้งความโกรธ, ความแค้น และ แรงผลักดัน ที่ทำให้ สมรักษ์ กลับมามองข้อผิดพลาดและสิ่งที่ตัวเองสามารถแก้ไขได้ จน 4 ปีให้หลัง ในโอลิมปิกที่ แอตแลนต้า สมรักษ์ ไร้เทียมทานด้วยการผ่านนักมวยฝีมือดีจากทั่วโลก และคว้าเหรียญทองแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาได้สำเร็จ 

"พอผมผิดหวังครั้งแรกก็เป็นความรู้สึกที่เราไม่อยากเป็นอย่างนั้น เราไม่อยากเป็นผู้แพ้ เพราะการพ่ายแพ้แต่ละครั้ง มันไม่ใช่เราแพ้คนเดียว เพราะเราเป็นตัวแทนทีมชาติไทย" 

"เวลาเราแพ้ เท่ากับว่าคนไทยทั้งประเทศก็แพ้ด้วย ผมเลยอยากชนะ พอเราชนะมันหมายถึงชัยชนะของคนทั้งประเทศ" ชายผู้คว้าเหรียญทองแรกในประวัติศาสตร์กล่าวถึงความฮึดที่เปลี่ยนเป็นพลังสู่ชัยชนะของเขา 

ไม่ใช่แค่ในวงการมวยสากลเท่านั้นเพราะอีกหนึ่งชนิดกีฬาที่กลายเป็นความหวังเหรียญทองของทัพนักกีฬาไทยอย่างยกน้ำหนัก ก็มีเรื่องราวความฮึดสู้ของ ปวีณา ทองสุก ผู้พิชิตเหรียญทองโอลิมปิก ปี 2004 

ปวีณา แสดงให้เห็นว่านักกีฬาต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหน กว่าจะถึงเส้นทางสวยงามที่ทุกคนได้เห็น เพราะในปี 1998 ที่เธอลงแข่งขันในกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ที่กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพ ปวีณา ก็ไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลใด ๆ ได้เลยเช่นกัน 

นอกจากนี้ในโอลิมปิก ปี 2000 ที่นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ปวีณา ก็ทำได้แค่ที่ 6 ของการแข่งขัน จนทำให้เจ้าตัวคิดถึงเรื่องการถอนตัว และเลิกเป็นนักยกน้ำหนักมาแล้ว 

คำถามคือ ภายใต้ความพยายามที่ไร้ความสำเร็จการันตี พวกเขาทำอย่างไรจึงจะไม่ยอมถอดใจกับสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ได้ ? 

"สิ่งที่พวกเราต้องการอย่างยิ่งยวดคือ การสนับสนุนจากกองเชียร์ ที่ช่วยให้พวกเราได้สู้ต่อ ไม่ว่าจะต้องเจอกับสถานการณ์ใด ๆ" สมจิตร เคยให้สัมภาษณ์กับ Main Stand ไว้ และยืนยันว่า "การสนับสนุน" ที่อยู่เคียงข้างพวกเขาในวันที่เริ่มต้น คือสิ่งที่ทำให้มีแรงสู้ต่อไป

 

อยู่เคียงข้าง … ในวันเริ่มต้น 

ความคลาสสิกอย่างหนึ่งของการเชียร์นักกีฬาในโอลิมปิกผ่านการถ่ายทอดสดคือ เราจะได้เห็นโฆษณาของแบรนด์ต่าง ๆ ที่ทำแคมเปญสนับสนุนนักกีฬาไทยให้คว้าเหรียญทองกันอยู่เสมอ และแบรนด์เครื่องดื่ม M-150 คือหนึ่งในภาพโฆษณาที่ชินตาคนไทยในช่วงมหกรรมโอลิมปิกมาอย่างยาวนานกว่า 35 ปี เริ่มตั้งแต่การอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ทวี อัมพรมหา หรือ ขาวผ่อง สิทธิชูชัย เจ้าของเหรียญเงินแรกของไทย จากกีฬามวยสากล ในโอลิมปิก ที่ ลอสแอนเจลิส ปี 1984 และยังคงเดินหน้าสนับสนุนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน กับ โอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว 

นักกีฬาที่สะท้อนถึงความสำคัญของการมีผู้สนับสนุนอย่าง M-150 ได้ดีและเห็นภาพที่สุดคงหนีไม่พ้น ฉัตร์ชัยเดชา บุตรดี นักมวยสากลทีมชาติไทย ชายผู้การันตีเส้นทางก่อนจะมาถึงโอลิมปิกครั้งนี้ว่า "ไม่มีสิ่งใดได้มาง่าย ๆ หากไม่ฮึดสู้จนถึงที่สุด" 

ในโอลิมปิกปี 2012 ที่กรุงลอนดอน เป็นเจ้าภาพ ครั้งนั้น ฉัตร์ชัยเดชา ตกรอบ 16 สุดท้าย และ โอลิมปิก ปี 2016 ที่ ริโอ เดอ จาเนโร เขาก็ตกรอบอีก ความผิดหวัง 2 ครั้งสำหรับบางคนอาจจะมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ของ ฉัตร์ชัยเดชา ที่มีอายุ 35 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปลายของอาชีพนักมวย 

หากไม่มีการสนับสนุนทั้งในเรื่องการซ้อม การเก็บตัว และการใช้ชีวิตในช่วงระหว่างการ "ไล่ล่าความฝันกับโอลิมปิกครั้งสุดท้าย" จาก M-150 ฉัตร์ชัยเดชา อาจจะถอดใจไปแล้วก็ได้ สิ่งนี้เปลี่ยนเป็นแรงฮึดครั้งสำคัญที่ทำให้เขากลับมาฝึกฝนอย่างหนัก และไม่ปล่อยให้โอกาสสุดท้ายหลุดมือด้วยการคว่ำนักชกจากเกาหลีใต้จนได้สิทธิ์ไปแข่งขันในโอลิมปิก 2020 และจะได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งที่กรุงโตเกียว

ไม่เพียงแต่มวยประเภทชายเท่านั้นที่ M-150 ดูแล และต้องการให้สามารถโฟกัสกับการแข่งขันอย่างเต็มที่ ในมวยสากลหญิงนั้น ใบสน มณีก้อน ที่เปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักมวยไทย และใช้เวลา 2 ปี เต็มในการตั้งใจเรียนรู้ทักษะและเทคนิคใหม่ ๆ ของมวยสากล สุดท้ายเธอก็สามารถเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นนักมวยดาวรุ่งฝีมือดี จนสามารถแข่งขันและฝ่านด่านรอบคัดเลือก โอลิมปิก 2020 จนเข้ารอบ 4 คนสุดท้ายและการันตีตั๋วลุยโตเกียวได้สำเร็จ 

มวยสากลคือกีฬาที่ต้องใช้ทั้งร่างกายและสมาธิอย่างหนักหน่วง จะเห็นได้ว่านักชกอย่าง ฉัตร์ชัยเดชา และ ใบสน ต่างก็ต้องผ่านหยาดเหงื่อ น้ำตา และความทุ่มเทมาไม่น้อยกว่าจะได้เหยียบบันไดขั้นแรก นั่นคือการได้มีส่วนร่วมในโอลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียว

แม้ต่อจากนี้จะไม่มีการแข่งขันรองรับจนกระทั่งโอลิมปิกมาถึง แต่พวกเขาทั้งคู่ก็ยังไม่สามารถเบาใจหรือผ่อนคันเร่งได้เลย เพราะในการแข่งขันระดับสูงนี้ จะไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาด ความพ่ายแพ้ในอดีตจะต้องถูกลืมไปให้หมด เส้นทางข้างหน้าจะต้องสู้อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้ใครก็ตามที่สนับสนุนและให้กำลังใจพวกเขาได้รับความสุข ที่ได้มาจากความพยายามตั้งแต่ก่อนจะเดินขึ้นสู่สังเวียน

"การที่ผมได้มาอยู่จุดนี้ มันทำให้ผมรู้ว่า คนไทยไม่เคยทิ้งกัน เพราะทุกครั้งที่ผมแพ้ จะมีกำลังใจเข้ามาหาผมเสมอ มันก็เป็นเหมือนแรงผลักดันของผมอีกอย่างหนึ่ง อยากทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด อยากคว้าเหรียญทอง เพื่อทุกคนที่คอยตามเชียร์ผม เพื่อรอยยิ้มของคนรอบตัว" ฉัตร์ชัยเดชา กล่าวอย่างตรงไปตรงมา 

ไม่ใช่แค่กีฬาชกมวยที่เป็นความหวังเหรียญทองของคนไทยเท่านั้น M-150 ยังสนับสนุนนักกีฬาชนิดอื่น ๆ อีกมาก อาทิ "ปอป้อ" ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันหญิง ที่อยู่บนเส้นทางประวัติศาสตร์ในการคว้าเหรียญแรกโอลิมปิกให้กับทีมนักตบลูกขนไก่ นอกจากนี้ยังมี "เทนนิส" พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ นักกีฬาเทควันโดหญิงที่เป็นความหวังสูงสุดในการคว้าเหรียญทองสำหรับทัพนักกีฬาไทย เพราะเหรียญทองโอลิมปิก คือแชมป์เดียวที่ เทนนิส ยังไม่เคยได้ลิ้มรสความสำเร็จนี้ 

ไม่ว่าจะกีฬาชนิดใด และไม่ว่านักกีฬาคนนั้นจะมีชื่อเสียงหรือไม่ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่พวกเขาต้องการคือการโฟกัสกับหน้าที่ของตัวเองให้ได้มากที่สุด และการที่พวกเขาจะทำแบบนั้นได้ย่อมต้องมีคนที่อยู่เคียงข้างตั้งแต่วันที่ยังล้มลุกคลุกคลาน เพื่อพาพวกเขาให้ก้าวไปด้วยกัน จนถึงวันที่พวกเขาได้ขึ้นโพเดียมและร้องเพลงชาติไทยในฐานะผู้ชนะ เพราะคนที่สู้มาด้วยกันก็สำคัญไม่แพ้คนที่คอยยินดีในวันที่ประสบความสำเร็จ 

 

M-150 คือ พลังฮึดสู้ของนักกีฬาไทย

บนเส้นทางแห่งความพยายามที่แฟน ๆ อาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นในแง่มุมเบื้องลึกของนักกีฬามากนัก M-150 จึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของคนไทยทุกคน ทำหน้าที่สนับสนุนเหล่านักกีฬาที่เป็นความหวังของคนทั้งชาติ ให้พวกเขาพร้อมที่สุดในการเป็นผู้ชนะ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือการเอาเหรียญรางวัลกลับมาสร้างความสุขให้กับพี่น้องชาวไทย เหมือนกับทุกครั้งที่เราเคยได้รับความรู้สึกนั้นกันมาแล้ว

ทุกคนรู้ว่า โอลิมปิก 2020 ครั้งนี้เกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่ปกติจากการระบาดของไวรัส COVID-19 จนทำให้โอลิมปิกต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป นักกีฬาเองก็ต้องลำบากในการฝึกซ้อมภายใต้มาตรการป้องกันโรคต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นกว่าที่เคย

ภายใต้หลายสิ่งที่เปลี่ยนไป แต่ M-150 ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น M-150 จะยังคงยืนยันปณิธานเดิมว่าจะช่วยสนับสนุนและเป็นพลังฮึดสู้ให้นักกีฬาไทยต่อไป เพราะหากความสำเร็จเกิดขึ้นได้แล้ว นอกจากจะเป็นความสุขของชาวไทยแล้ว ทุกรางวัลที่นักกีฬาไทยคว้ามาได้ จะกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ใครอีกหลายคนได้ฮึดสู้กับทุกปัญหาที่เจอได้ยิ่งกว่าเดิม 

โอลิมปิก 2020 หรือ โตเกียว เกมส์ ครั้งนี้ M-150 ขอเป็นตัวแทนชาวไทยในการสนับสนุนและส่ง "พลังฮึดสู้" ไปให้ทั้งนักกีฬาและแฟน ๆ ชาวไทย ได้ฮึดสู้ไปด้วยกัน ... ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้ง ไม่ว่าจะฟันผ่าอุปสรรคสักกี่หน จนกว่าจะถึงวันที่ทำสำเร็จ M-150 ก็จะเป็นพลังฮึดสู้ของกีฬาไทยตลอดไป 



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x