FEATURE

เดธ มาร์ช สองพันกิโลฯ : ทฤษฎีฝึกโหดจากมังงะ "อายชีลด์ 21" ที่ใช้ได้จริงในนักกีฬา ? | Main Stand



"ไอ้งั่งที่บ้าพอจะฝึกเดธ มาร์ช ลงท้ายต้องจบชีวิตนักกีฬาลงแค่นั้น ก็อยู่ต่อหน้าต่อตาพวกแกแล้วนี่ไง!!"


 

ประโยคข้างต้น คือคำพูดขู่เข็ญที่ออกมาจากปากของตัวละคร "ซาคากิ โดบุโรคุ" ลุงแก่หน้าหนวดคนหนึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่อง "อายชีลด์ 21" 

เขาตัดสินใจสร้างแบบฝึกสุดระห่ำแก่ทีม "เดมอน เดวิล แบทส์" ด้วยการเดินข้ามรัฐในประเทศสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่เท็กซัสไปจนถึงลาสเวกัส ด้วยระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร จนร่างกายของลูกทีมพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 

ถึงจะฟังดูโหดขนาดไหน แต่เชื่อหรือไม่ว่า การฝึกแบบนี้มีอยู่จริงในหมู่นักออกกำลังกายสายโหด ที่เรียกกันว่า "การชดเชยความเหนื่อยล้าขั้นสูง" (Supercompensation Theory) แม้ของจริงอาจจะไม่โหดเท่าในมังงะ แต่ถ้าหากเราออกกำลังกายไปถึงจุดพีค, พักผ่อนอย่างเพียงพอ และกลับมาเทรนซ้ำอีกรอบให้หนักขึ้นไปอีก ผลลัพธ์ที่ได้จากการออกกำลังกายเช่นนี้อาจจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป็นกอง 

เทคนิคที่ว่านี้เป็นอย่างไรกันบ้าง ? แล้วถ้าคนทั่วไปหันมาลองทำตาม จะส่งผลด้านบวกและลบอย่างไร ? ถ้าพร้อมแล้วก็ DOWN, SET, HUT!

 

ไอ้หนูไต้ฝุ่นมะกันบอล 

"อายชีลด์ 21" หรือในชื่อไทย "ไอ้หนูไต้ฝุ่นมะกันบอล" เป็นมังงะที่ร่วมกันสร้างโดย อาจารย์ "ริอิจิโระ อินางากิ" รับผิดชอบเนื้อเรื่อง และอาจารย์ "ยูสุเกะ มุราตะ" เจ้าของลายเส้นผู้วาด "One Punch Man" ทำหน้าที่วาดภาพ 

มังงะเรื่อง "อายชีลด์ 21" ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2002 และจบลงในปี 2010 ทำยอดขายไปได้มากกว่า 20 ล้านเล่ม อีกทั้งยังถูกผลิตออกมาในรูปแบบของอนิเมะ และวิดีโอเกมอีกด้วย   


Photo : www.viz.com

อายชีลด์ 21 มีธีมหลักเกี่ยวกับกีฬาอเมริกันฟุตบอล โดยพระเอกของเรื่องอย่าง "โคบายาคาว่า เซนะ" ได้ก้าวเข้าสู่ชีวิตวัยรุ่น ม.ปลาย โดยเขาพยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจากเด็กขี้แงให้เติบโตยิ่งขึ้น 

ด้วยความสามารถของเขาที่วิ่งเร็วเป็นพิเศษที่ใช้หนีกลุ่มนักเลงเป็นประจำ ทำให้เขาถูกทาบทามกึ่งบังคับให้มาเข้าร่วมชมรมอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียน จากรุ่นพี่กัปตันทีมอย่าง "ฮิรุม่า โยอิจิ" และ "คุริตะ เรียวคัง" 

แรกเริ่มหน้าที่ของ เซนะ เป็นแค่เลขานุการประจำทีมเท่านั้น แต่ด้วยความเร็วที่ยากจะมองข้าม ทำให้เขาได้เข้ามาเล่นให้กับทีม "เดมอน เดวิล แบทส์" ในตำแหน่งรันนิ่งแบ็คประจำหมายเลข 21

เป้าหมายของเดมอน เดวิล แบทส์ คือ การเข้าไปแข่งในฤดูกาลใบไม้ร่วง หรือ "คริสต์มาส โบลว์" การแข่งขันอเมริกันฟุตบอลประจำปีระดับมัธยมปลายของประเทศญี่ปุ่น 

 

เหล่าผู้หลงใหลในนรก

"เฉพาะคนที่อยากเก่งขึ้น ต่อให้ตายก็ต้องยอมเท่านั้น จงฉีกตั๋วเครื่องบินไปสวรรค์ซะ แล้วก็มาลงนรกด้วยกัน" 


Photo : onimanga.com

เรื่องราวของการฝึกสุดโหดแบบนรกแตกนี้ เริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ เซนะ หรือ อายชีลด์ 21 พระเอกของเรื่องและเพื่อนร่วมทีม เดมอน เดวิล แบทส์ พ่ายแพ้ในการแข่งให้กับทีมจากอเมริกาอย่าง "นาซ่า เอเลี่ยนส์" ไปแบบฉิวเฉียด และตามเดิมพันที่หัวหน้าทีมอย่างฮิรุม่าได้วางไว้ คือ ถ้าหากพวกเขาแพ้ จะออกจากประเทศญี่ปุ่นภายในวันนั้นทันที

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเดินทางไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาและได้พบกับ "ซาคากิ โดบุโรคุ" อดีตโค้ชอเมริกันฟุตบอลของฮิรุม่าและคุริตะ ที่หนีเจ้าหนี้ไปลงหลักปักฐานอยู่ที่นั่น 

ด้วยความผูกพันที่มีต่อศิษย์ เทรนเนอร์โดบุโรคุ ตัดสินใจฝึกอเมริกันฟุตบอลให้กับ เดมอน เดวิล แบทส์ อีกครั้ง ด้วยหลักสูตรเร่งรัด ที่เขาเองก็ไม่อยากจะนำมาใช้ เพราะรู้ว่าวิธีนี้จะเป็นอันตราย เพราะมันเคยทำให้เขาถึงกับมีบาดแผลฉกรรจ์ที่เข่า จนไม่สามารถกลับไปเล่นอเมริกันฟุตบอลได้อีกมาแล้ว 

การฝึกนี้ มีชื่อว่า "เดธ มาร์ช" หรือที่แปลอย่างตรงตัวคือ "ขบวนแห่งความตาย"

เพื่อความฝัน เพื่อการพัฒนา และเพื่อมุ่งไปสู่ คริสต์มาส โบลว์ เดมอน เดวิล แบทส์ ทั้ง 10 คน จึงตัดสินใจล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน มุ่งตรงสู่ลาสเวกัส


Photo : onimanga.com

"เดธ มาร์ช" คือ การฝึกร่างกายโดยจะต้องเดินข้ามรัฐ ตั้งแต่เท็กซัสไปจนถึงลาสเวกัส รัฐเนวาดา ในระหว่างที่เดิน ผู้เล่นทุกตำแหน่ง จะต้องฝึกร่างกายตามความเหมาะสมของตำแหน่งตัวเองไปด้วย เช่น รันนิ่งแบ็คต้องวิ่งไปด้วย เตะก้อนหินไปด้วย รีซีฟเวอร์ ต้องฝึกรับลูก ไลน์แบ็คเกอร์ ต้องเข็นรถบรรทุกของอาจารย์ที่น้ำมันหมด 

ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ในระยะทาง 2,000 กิโลเมตร ภายใน 40 วัน 

ที่จริงแล้ว การฝึกเดธ มาร์ชของเซนะและเพื่อน ๆ ต้องกินระยะเวลาจริงกว่า 3 ปี แต่พวกเขาต้องทำให้สำเร็จก่อนหมดเวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อน การฝึกจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการเดินทางอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันและเริ่มทวีคูณความโหดขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเวลาอันจำกัด ทำให้พวกเขาต้องฝึกหนักเป็นพิเศษ


Photo : onimanga.com

กุญแจสำคัญของเซนะและเพื่อน ๆ ที่ใช้ในการฝึกนี้เรียกว่า "การฟื้นตัวแบบสุดยอด" กล่าวคือ เมื่อร่างกายได้รับความเสียหาย เส้นใยกล้ามเนื้อปริหรือฉีกขาด จะเกิดเป็นความปวด เมื่อยล้า แต่หากได้รับการพักผ่อนที่ถูกต้อง อย่างน้อย 24 ชั่วโมง ก็จะยิ่งทำให้กล้ามเนื้อขยายและฟื้นฟูได้อีกครั้ง 

ดังนั้น ทีมเดวิล แบทส์ จึงได้ขยายเวลาการฝึกควบแบบ 2 วัน แล้วหยุดพักผ่อน 1 วัน เป็นโปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพแบบเร่งรัด เพื่อเร่งการฟื้นฟูร่างกายให้เร็วขึ้น และแข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

 

ทฤษฎีการชดเชยความเหนื่อยล้าขั้นสูง

รู้หรือไม่ว่า "ทฤษฎีการชดเชยความเหนื่อยล้าขั้นสูง" (Supercompensation Theory) หรือที่ใน อายชีลด์ 21 เรียกว่า "การฟื้นตัวแบบสุดยอด" นั้นเป็นทฤษฎีที่มีการนำมาใช้ในโลกนี้จริง ๆ 

เทคนิคนี้มีใจความสำคัญอยู่ที่การฟื้นฟูร่างกายให้เหมาะสม เพราะร่างกายต้องค่อย ๆ ปรับสภาพตามความหนักเบาของการฝึก ยิ่งล้าเท่าไร ก็ยิ่งต้องพักร่างกายให้มากเท่านั้น หากร่างกายเริ่มเสียสมดุล ก็จะต้องได้รับการซ่อมแซมอย่างเต็มที่ ด้วยการกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายในครั้งต่อ ๆ ไป ที่จะทำให้ร่างกายเพิ่มความทนทานต่ออาการเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ

เราสามารถทำความเข้าใจได้จากกราฟนี้ 


Photo : ndmcoaching.co.uk

หากเราฝึกร่างกาย ไปจนถึงภาวะที่เหนื่อยล้ามาก จนประสิทธิภาพของร่างกายเราต่ำลง เราก็ควรต้องพักผ่อนให้เพียงพอ จนกว่าร่างกายจะคงที่ แล้วหลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มรองรับความเหนื่อยล้าได้มากขึ้น มากกว่าตอนที่เราเริ่มออกกำลังกายครั้งแรก และนั่นหมายความว่าร่างกายของเรามีประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และยังปรับสภาพให้มีความทนทานต่ออาการเจ็บได้มากขึ้นด้วย 

เรื่องนี้จึงมีความสำคัญต่อนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาจำเป็นต้องใช้พละกำลังมหาศาลในระหว่างการแข่งขัน ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บที่จะได้รับในแต่ละเกม 

เทคนิคในการฟื้นตัวขั้นสูง จะใช้ได้เต็มประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อมีการวาง "แผนพัฒนาการฝึกร่างกาย" (Periodization) ที่ดี โดยตัวแปรสำคัญอยู่ที่โค้ชและผู้เล่น ว่าจะออกแบบการฝึกหรือเตรียมพร้อมร่างกายได้ดีขนาดไหน 

ถ้าฝึกจนเกือบตายแบบ เดมอน เดวิล แบทส์ ก็อาจจะดูบ้าบิ่นเกินไปหน่อย เพราะในโลกของความเป็นจริง การฝึกแบบหักโหมขนาดนั้นไม่เป็นที่นิยมนัก และถ้าทำไม่ถูกวิธี ไม่มีแบบแผน ก็จะกลายเป็นการ "ออกกำลังกายหนักเกินไป" (Overtraining) ที่ขาดสมดุลและมีแต่ผลเสียแทน 

อย่างไรก็ตาม การฝึกร่างกายแบบนี้ ไม่ได้เป็นที่นิยมเฉพาะในวงการอเมริกันฟุตบอลเท่านั้น แต่ในวงการเพาะกายก็มีการนำไปใช้เช่นกัน "โจ โฮลเดอร์" เทรนเนอร์ฟิตเนส กูรูเรื่องการออกกำลังกาย ได้อธิบายไว้ใน Masterclass ของเขาว่า มี 4 ปัจจัยหลักที่เราต้องรู้ หากจะทำความเข้าใจกระบวนการของการชดเชยร่างกายขั้นสูงสำหรับการเล่นเวท ได้แก่ ปริมาณของการฝึก, ช่วงเวลาของการพัก, การฟื้นฟูขั้นสูง และการหยุดฝึกเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 


Photo : www.gq.com

ปัจจัย 4 อย่างนี้สัมพันธ์กัน ประการแรก ปริมาณของการฝึกของแต่ละคนที่มีไม่เท่ากัน ตามสมรรถภาพร่างกายของตนเอง แต่เพื่อผลลัพธ์ที่ดี การฝึกที่ดีควรจะเป็นการฝึกหนัก อันจะนำไปสู่ปัจจัยที่สอง คือการพักผ่อนที่เพียงพอ เราไม่ควรเริ่มฝึกเร็วเกินไป หรือช้าเกินไป ไม่อย่างนั้น ร่างกายเราจะเสียสมดุล จนไปไม่ถึงการชดเชยความเหนื่อยล้าขั้นสูง 

ในขณะเดียวกัน เมื่อใดที่ร่างกายเข้าสู่ช่วงชดเชยความเหนื่อยล้าแล้ว ส่วนมากจะเป็นเวลา 1 สัปดาห์ และเราก็ไม่ควรรอช้าที่จะฝึกต่อ โดยร่างกายของเราอาจจะส่งสัญญาณมาบอกเราในหลาย ๆ แบบว่า เราเข้าสู่ช่วงชดเชยการฟื้นฟูความเหนื่อยล้าแล้ว เช่น มีความต้านทานที่มากขึ้น มีความเหนื่อยล้าที่ลดลง เป็นต้น 

เกณฑ์ในการวัดผลสำหรับนักกีฬาโดยทั่วไปแล้ว จะคำนึงถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนไประหว่างการฝึกหรือพักเป็นหลัก โดยจะต้องคอยเช็คให้มีความสม่ำเสมออยู่ตลอด เช่น หลังจากการฝึกครั้งหนึ่ง วัดได้ 190 ครั้ง ต่อไปก็ต้องวัดได้ 190 ไม่เกินหรือขาดไปจากนี้ 

ในบางครั้งก็สามารถประเมินได้ด้วยความรู้สึก โดยการทำ "แบบประเมินความเข้มข้นในการออกกำลังกาย" (Rating of Perceived Exertion) เพื่อนำมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจว่าเราควรฝึกต่อ หรือควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อน 

สิ่งนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ออกกำลังกายทราบถึงภาวะร่างกายของตนเองแล้ว ยังทำให้ช่วยวางแผนการออกกำลังกายได้ดีขึ้นอีกด้วย โดย เทคนิคนี้ ยังแพร่หลายในหมู่นักวิ่งเทรล ที่ต้องฝึกความอดทนในการวิ่งทางไกล โดยเริ่มต้นจากการวิ่งให้อยู่ในระยะทางที่เหมาะสมเสียก่อน ซึ่งระยะทางของแต่ละคนอาจจะไม่เท่ากัน เมื่อร่างกายได้พักผ่อนแล้ว จะเริ่มนำไปสู่ความอดทนต่อการวิ่งที่มากขึ้น เช่นเดียวกับการเล่นเวท 

สำหรับการวิ่ง อาจสร้างความต่อเนื่องได้ภายใน 5-10 วัน ในช่วงเวลานี้ ถ้าหากเราลดระยะทางให้เหลือน้อยลงจากที่เคยวิ่ง การกระตุ้นกล้ามเนื้อจะไม่มีผล แต่ถ้าหากฝืนวิ่งต่อไปจนเลย 10 วันก็จะกลายเป็นการฝึกหนักเกินไปแทน 

เทคนิคที่เหมาะสมสำหรับการวิ่ง คือการทำให้ทุกอย่างเท่ากัน เช่น วิ่งหนัก 5 วัน พักอีก 5 วัน เป็นต้น โดยปกติแล้วถ้ามี "อาการปวดกล้ามเนื้อหลังจากออกกำลังกาย" (Delayed Onset Muscle Soreness : DOMS) ที่จะหนักเป็นพิเศษในช่วง 24-72 ชั่วโมง ที่ควรรอให้อาการปวดหายดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยกลับไปวิ่งอีกครั้ง 

อย่างไรก็ดี เทคนิคการฝึกนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย หรือผู้ที่กำลังฟื้นฟูจากการบาดเจ็บ 

ที่จริงแล้ว เทคนิคการชดเชยความเหนื่อยล้าขั้นสูงนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้บ่อย ๆ เพราะถ้าพูดกันตามตรง การฝึกแบบนี้นอกจากจะนำความเครียดมาให้ผู้ฝึกแล้ว ยังเหมือนเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับร่างกายไปพร้อมกันด้วย 

การออกกำลังกายที่ดีสามารถวัดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นแผนที่วางไว้ ความพร้อมของบุคคล ตลอดจนเทคโนโลยี แต่ก็อย่าลืมว่า การออกกำลังกายในแต่ละครั้งควรมีปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และต้องทำอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการดีที่สุด 

การฝึกให้ร่างกายมีความทรมาน ทรหด อาจได้ผลในระยะสั้น สำหรับการแข่งขันที่กระชั้นชิดและต้องรีบฟิตร่างกาย แต่ในทางกลับกันก็อาจส่งผลเสียในระยะยาวต่อร่างกายได้ ยิ่งถ้าหากทำผิดวิธี ก็อาจเสียสมดุลจนต้องใช้เวลารักษาที่ยาวนาน และต้องกลับมานับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ต้นเลยทีเดียว 

 

แหล่งอ้างอิง : 

https://bearriverstrength.com/knowledge-bombs/f/how-to-guide-get-the-most-fit---the-theory-of-supercompensation  
http://blog.mattwilpers.com/what-is-supercompensation-theory-and-why-should-you-care/  
https://www.bodybuilding.com/fun/ss25.htm 
https://eyeshield21.fandom.com/wiki/Death_March_Arc 
https://www.masterclass.com/articles/supercompensation-training-guide#what-is-supercompensation 
https://medicowiki.com/2017/11/06/muscle-training-supercompensation-cycle/ 
https://ndmcoaching.co.uk/2019/04/03/applying-the-principle-of-super-compensation/ 
https://runnersconnect.net/coach-corner/supercompensation-training/ 
https://www.runtastic.com/blog/en/supercompensation/ 



AUTHOR

ณัฐพล ทองประดู่

Memento Vivere / Memento Mori
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x