FEATURE

ผ้ามัดย้อมหมู่บ้านคีรีวง : ภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยที่เผยแผ่ในเวทีโลกผ่าน "เลสเตอร์ ซิตี้"



ผ้ามัดย้อม คือหนึ่งในเทรนด์แฟชั่นที่มาแรงที่สุดของปี 2020 จากกระแสที่คนมองหาความเรียบง่ายในการแต่งตัว เชื่อมโยงกับธรรมชาติ ได้ความรู้สึกหวนคืนถึงโลกในอดีต ...


 

ท่ามกลางแบรนด์มากมายที่หันมาจับตลาดผ่านงานผ้าย้อม มีผลงานหนึ่งที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สวยงาม และปรากฎตัวในเวทีโลก นั่นคืองานผ้ามัดย้อมจากหมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

งานของกลุ่มที่ชื่อว่า "ใบไม้คีรีวง" ได้ร่วมมือกับสโมสรฟุตบอลชื่อดังจากประเทศอังกฤษ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ในการสร้างสรรค์เสื้อผ้าแฟชั่นที่มีสไตล์ ด้วยการใช้ผลผลิตจากพืชพื้นบ้าน มาประยุกต์ดัดแปลง ให้กลายเป็นหนึ่งในงานผ้ามัดย้อมที่สวยงามโดดเด่นในเวทีระดับโลก

อุไร ด้วงเงิน เธอเป็นนักสร้างสรรค์ และเป็นผู้ให้กำเนิดงานอาชีพผ้ามัดย้อม ในชุมชนคีรีวง ได้มาเล่าถึงเรื่องราวตั้งแต่วันแรกที่เธอทดลองนำเศษเปลือกผลไม้เหลือทิ้ง และพืชผักที่ขายไม่ได้ มาทดลองทำเป็นสีย้อมผ้า จนกระทั่งผลงานผ้ามัดย้อมของชุมชนถูกถ่ายทอดไปทั่วโลกผ่านการร่วมงานกับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้

 

สร้างสรรค์จากสิ่งรอบตัว 

จุดเริ่มต้นของการทำผ้ามัดย้อม ของหมู่บ้านคีรีวง อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช เริ่มต้นจากการเดินทางกลับบ้านของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า "อุไร ด้วงเงิน" หลังจากห่างบ้านเกิดไปหลายปี กับการทำงานที่กรุงเทพฯ เธอหวนคืนสู่บ้านเกิดอีกครั้ง พร้อมกับความคิดหนึ่งที่ติดตัวมาด้วย

"ตอนนั้นประมาณปี พ.ศ. 2537 พี่กำลังมองหาอาชีพเสริม พยายามหาดูว่าอะไรที่เหมาะสม ทำแล้วยั่งยืนกับตัวเราและชุมชน" อุไร ด้วงเงิน เริ่มกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำผ้ามัดย้อมในชุมชนบ้านคีรีวง

"พี่สนใจเรื่องงานฝีมือ บวกกับพื้นที่ของหมู่บ้าน อยู่กับธรรมชาติ มีสวนผลไม้ การทำเกษตรผสมผสาน และป่า จึงคิดว่าถ้าจะทำงานทางด้านนี้ คงต้องเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสีธรรมชาติ"

"ด้วยความที่เป็นชุมชนเกษตรกรรม ทำสวนผลไม้ จึงไม่มีภูมิปัญญาด้านการทำผ้า หรือกระทั่งการย้อมผ้า ก็ไม่เคยทำมาก่อน แต่พี่อ่านหนังสือเรื่องหนึ่งที่บอกว่าในอดีต มีการนำพืชป่า มาย้อมสีผ้า เราสามารถนำจุดนี้มาประยุกต์ได้" 

"เพราะที่บ้าน มีหลายอย่างที่สามารถเอามาใช้ในการทำสีผ้าได้ เช่น มังคุด ที่หมู่บ้านขายมังคุดดองเยอะมาก เอาแต่ผลไปใช้ ส่วนเปลือกก็เอาไปทิ้ง ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แต่เปลือกมังคุดมียาง พี่คิดว่าน่าจะเอามาใช้ย้อมสีได้ หรือไม้ป่าอย่าง ใบหูกาง ที่ทุกคนมองว่า ไม่สามารถเอาไปหารายได้ ก็ลองนำมาใช้ดู" 

ถึงไม่มีภูมิปัญญาจากโบราณสืบทอดมา ตำราของการย้อมผ้าจากธรรมชาติ ต้องเริ่มต้นเขียนขึ้นใหม่เองทั้งหมด ไม่มีห้องแล็บเพื่อการทดลอง ไม่มีโรงงาน หรือผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี มาคอยให้การช่วยเหลือ แต่อุไรก็เน้นหลักการง่าย ๆ "หากต้องการจะรู้ถึงผลลัพธ์...ต้องทดลอง" นำองค์ประกอบต่าง ๆ มาลองผิดลองถูก 

ย้อมสีติดบ้าง ไม่ติดบ้าง บางครั้งได้สีหนึ่ง บางครั้งออกมาเป็นอีกสี เกิดความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สำเร็จก็หลายครั้ง เธอจดบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อหาความแตกต่างระหว่าง "ความสำเร็จ" และ "ความล้มเหลว" เธออดทนเป็นปีกับการเรียนรู้...

การลงมือทำด้วยตัวเอง ทำให้เธอรู้ว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างในชุมชนคีรีวง ที่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบของการผลิตงานผ้ามัดย้อม ไม่ว่าจะเป็น สีส้มอมชมพู จากใบมังคุด, สีเหลือง จากใบหูกวาง, สีน้ำตาลอ่อน จากฝักสะตอ, สีเทาอมน้ำเงิน จากใบคราม, สีดำ จากเปลือกเงาะ เป็นต้น

ความสำเร็จเป็นเหมือนปลายทางของการเดินทาง การสามารถย้อมสี สร้างงานผ้าได้อย่างเชี่ยวชาญของ อุไร ด้วงเงิน ดูเหมือนเป็นจุดสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงแล้วการเปลี่ยนนำพืชป่าหรือเปลือกผลไม้ มาแปรให้เป็นสีย้อมผ้า เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางเท่านั้น

"พี่เคยทำงานด้านช่วยเหลือสังคมมาก่อน มองว่าตรงนี้สามารถทำเป็นรายได้เสริมให้กับคนในชุมชน เป็นการช่วยชุมชน มากกว่าเรื่องธุรกิจส่วนตัว พี่ไม่ได้หวังผลตอบแทนมากมาย ในตอนนั้นที่เริ่มทำ แค่ได้เป็นเงินเสริม เดือนละพันสองพัน พอเป็นเงินซื้อกับข้าว กะปิ น้ำปลา มีเก็บออมแค่นี้ก็พอแล้ว"

"พี่อยากให้คนอยู่ดีกินดี ให้ชาวบ้านมาร่วมด้วย บางคนเขามีปัญหา พี่อยากช่วยเขา อีกอย่างถ้าคนมารวมกลุ่มช่วยกันทำ เราก็ขายได้เยอะกว่าทำคนเดียวแน่ ๆ"

 

สร้างรายได้

ความตั้งใจที่แน่วแน่ ทำให้อุไรพยายามชักชวนเพื่อนร่วมชุมชน ให้มารวมกลุ่มผลิตงานผ้า เพื่อเป็นอีกทางในการสร้างรายได้ และเอกลักษณ์ของชุมชน

ไอเดียการสร้างสรรค์งานพื้นบ้านจากชุมชน หากคิดแบบไม่ซับซ้อน ตามแนวคิดยุคปัจจุบัน คงได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว หรือมีบางภาคส่วนมาสนับสนุน แต่ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีก่อน 

คำชักชวนของอุไรถูกปฏิเสธครั้งแล้ว ครั้งเล่า... "เพราะไม่มีใครเชื่อในสิ่งที่เธอพูด"

"มันยากมากนะ กว่าจะมารวมกลุ่มกันได้แบบทุกวันนี้ ไม่มีใครเชื่อว่า สิ่งที่กำลังจะทำ สามารถสร้างรายได้เสริมได้จริง หลายคนมองว่า ชุมชนอยู่ท่ามกลางป่าเขา อยู่ไกลจากเมือง ใครจะมาสนใจสินค้าของเรา" อุไร ด้วงเงิน เล่าถึงปัญหาในช่วงเริ่มต้น 

"บวกกับความอุดมสมบูรณ์ของหมู่บ้าน ทำให้หลายคนพอใจกับวิถีชีวิตเกษตกรที่เป็นอยู่แล้ว พี่พยายามอธิบายว่า ถ้าวันหนึ่งผลผลิตทางการเกษตรออกมาไม่ดี เราจะอยู่กันอย่างไร ?"

"บางครั้งพี่ไปยืนตามตีนเขา รอชาวบ้านกลับจากทำสวน คุยกับพวกเขา คอยอธิบายว่า สิ่งที่จะทำ สามารถช่วยบ้านเราได้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นก็เริ่มมีคนสนใจมากขึ้น ผู้หญิงหลายคนอยากจะลองทำ"


กลุ่มใบไม้คีรีวง รวมตัวขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2541 เพื่อผลิตงานด้านผ้ามัดย้อม ด้วยเอกลักษณ์ท้องถิ่นที่มีความเฉพาะตัว พวกเขาต้องเริ่มผลิตงานเองทั้งหมด ตั้งแต่ย้อมผ้า ตัดเย็บ แปรรูป จนถึงส่งขาย

ไม่มีคำว่าง่ายสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจ โดยเฉพาะยิ่งเป็นการผลิตระดับหมู่บ้าน ไม่มีเงินทุนก้อนโตสนับสนุน หรือกลุ่มทุนมาคอยโปรโมตให้ ทุกอย่างยากขึ้นเป็นหลายเท่า สิ่งที่ตามมาคือปัญหามากมายไม่รู้จบ ...

"ที่ผ่านมาชาวบ้านเขาทำแต่งานเกษตร ไม่เคยทำงานด้านนี้มาก่อน หลายคนย้อมผ้าไม่เป็น บางคนตัดเย็บไม่เป็น ต้องเรียนรู้กันไป มันมีคำถาม แรงต่อต้านกลับมาเยอะมาก เช่น ความไม่เข้าใจกัน หลายคนมองไม่ออกว่า การทำผ้ามัดย้อมจะสร้างรายได้ยังไง เอาแค่ช่วงแรก จะไปขายให้ใครยังไม่รู้เลย เรียกได้ว่าเดินทีละก้าว จากหนึ่งถึงพันกว่าจะไปถึง"

"เป้าหมายในการทำตรงนี้ คือเราต้องการให้เป็นแหล่งสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ดังนั้นงานเราต้องดี การผลิตต้องมีคุณภาพ ทำได้ตามที่ลูกค้าต้องการ สินค้าได้มาตรฐานไม่ต่างจากแบรนด์ดังทั่วไป"

"บางครั้ง คนในกลุ่มไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องทำแบบนี้ แค่เรื่องหาถุงมาเป็นแพ็คเก็จบรรจุสินค้า ใช้เวลาตั้งหลายเดือน กว่าทุกคนจะโอเค เรื่องจริงเลยนะ เพราะชาวบ้านเขาไม่เห็นภาพ หลายครั้งต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด เพื่อเป็นบทเรียนให้กับทุกคน"

"กว่าจะมาถึงตรงนี้มันนาน และยากมาก กว่าจะหาลูกค้า ต้องลงทุนไปขายที่กรุงเทพฯ พยายามสร้างแบรนด์ มีจัดงานที่ไหน ถ้าไปได้ เราก็ไปขายหมด ต้องใช้ความพยายามมากจริง ๆ"

 

สร้างช่องทางโปรโมตชุมชน

จากปัญหามากมายที่รุมเร้าเข้ามา ทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก กลุ่มใบไม้คีรีวงยังคงยืนอยู่จุดเดิม พวกเขาไม่มีความคิดว่าจะแยกย้าย ล้มเลิกการย้อมผ้า หันกลับไปทำอาชีพเกษตรกรรมเพียงอย่างเดียว

ในทางกลับกัน ชื่อเสียงของกลุ่มใบไม้คีรีวงเริ่มโด่งดังขึ้นเรื่อย ๆ เพราะถึงจะเป็นเพียงกลุ่มชาวบ้าน ใช้ชีวิตท่ามกลางป่าเขา ทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ไม่มีเทคโนโลยี แต่ไม่ได้หมายความว่า การเป็นแบรนด์บ้าน ๆ จะไม่สามารถผลิตสินค้าคุณภาพดี มีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจ สินค้าของทางกลุ่ม ได้การยอมรับจากกลุ่มลูกค้าในเขตเมืองใหญ่มากมาย

"พี่มองว่างานของกลุ่มเราต่างจากที่อื่น เพราะตั้งแต่เริ่มทำ เรามองเป้าหมายว่า เราอยากไปให้ไกล ไปถึงระดับโลก เพราะฉะนั้นงานของเราต้องออกมาเป็นสากล"

"กลุ่มของเราดึงแนวคิดจากปรัชญาเซน ที่เน้นความนิ่งสงบ และเรียบง่าย เข้ามาใช้กับงานผ้า ทำให้งานของเรามีความเป็นธรรมชาติ มองดูแล้วสบาย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหว ทำให้ไม่น่าเบื่อ"

"เราอยากให้งานของเรา เป็นสิ่งที่ทุกคนใช้ได้ เสื้อผ้าของเราทุกคนต้องใส่ได้ จะไม่วิ่งไปตามเทรนด์แฟชั่น อยากให้คงอยู่ตลอดไป"

จากคำถามที่เคยถูกท้าทายว่า การนำสิ่งรอบตัวแบบบ้าน ๆ ทั้งเปลือกผลไม้ หรือพืชที่ไร้มูลค่า จะแปรเปลี่ยนเป็นรายรับจุนเจือครอบครัวได้อย่างไร คำตอบค่อย ๆ ปรากฏผ่านชิ้นงานอันเป็นเอกลักษณ์

ไม่เพียงแต่หารายได้ เป็นเงินพอช่วยจุนเจือครอบครัวแบบที่ตั้งใจไว้ตอนแรก แต่ชื่อของกลุ่มใบไม้คีรีวง เข้าหูแบรนด์ชั้นนำมากมาย ที่อยากจะเป็นตัวกลางหยิบงานภูมิปัญญาชาวบ้าน มาวางจำหน่ายอย่างเป็นจริงเป็นจัง เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างรายได้ ให้กับสมาชิกในกลุ่มมากยิ่งขึ้น 

อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทที่ติดต่อมา กลับถูกปฏิเสธข้อเสนอจากกลุ่มใบไม้คีรีวง ยกเว้นบริษัทเดียวที่ทางกลุ่มตัดสินใจตอบรับ นั่นคือ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด 

"ก่อนหน้านี้ คุยกับหลายบริษัทมาก เข้ามาจีบตลอด แต่พอคุยแล้วเรารู้สึกว่ายังไม่ใช่ เพราะเป้าหมายของเราคือ ไม่อยากให้งานของเราเป็นแค่ธุรกิจ แต่อยากให้เป็นช่องทางในการโปรโมตชุมชน โปรโมตจังหวัดนครศรีธรรมราช รวมถึงประเทศไทย"

"ถ้าเราตอบตกลงกับแบรนด์อื่น ๆ สุดท้ายเราจะเป็นแค่แบรนด์ในห้าง หรือไม่ก็ผู้ผลิตสินค้าให้กับเขา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ทางกลุ่มต้องการ เพราะสุดท้ายเราไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากค่าตอบแทน"

"เราอยากให้คนทั่วโลก เห็นความสำคัญของงานพื้นบ้าน อยากร่วมงานกับบริษัทที่นำงานของเราไปโปรโมต มองเห็นคุณค่าของผ้ามัดย้อม มากกว่าแค่เรื่องธุรกิจ"

 

สร้างเส้นทาง...จากชายป่าสู่เวทีระดับโลก

จากภูมิปัญญาที่หลายคนมองไม่เห็นแม้กระทั่งคนใกล้ตัว ได้ใช้เวลาเดินทางทีละก้าว จากชายป่า สู่บริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศ และงานผ้ามัดย้อมไทยจากกลุ่มใบไม้คีรีวง ก็ได้รับโอกาสโกอินเตอร์ ผ่านโปรเจกต์ร่วมงานกับสโมสรฟุตบอล เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังจากประเทศอังกฤษ

โอกาสครั้งสำคัญของกลุ่มใบไม้คีรีวง คือ การผลิตเสื้อแจ็คเก็ตใส่ลงสนามให้กับนักเตะทัพจิ้งจอก ในเกมการแข่งขันที่ เลสเตอร์ ซิตี้ เจอกับ ลิเวอร์พูล เอฟซี ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ นั่นหมายถึง ผ้ามัดย้อมไทยกำลังจะได้ปรากฎโฉมถึงเสน่ห์ และความสวยงาม ผ่านการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก 

"พี่กับทางดีไซเนอร์ ทำงานร่วมกันตลอด คอยแบ่งปันความคิดกัน เช่น พี่เสนอให้ใส่สีเหลืองเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตด้วย เพราะว่าปกติเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของทีมเลสเตอร์ จะใช้แต่สีน้ำเงินเป็นหลัก มันดูนิ่งเกินไป ถ้ามีสีเหลืองเข้าไปช่วยจะทำให้สีของเสื้อมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น"

"ทุกคนตั้งใจกันมากกับโปรเจกต์นี้ เพราะเราอยากให้งานผ้ามัดย้อม ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด น้อง ๆ ดีไซเนอร์ แบ่งปันความรู้ให้เยอะมาก ส่วนตัวได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการทำงานตรงนี้"

26 ธันวาคม 2019 คือวันที่เลสเตอร์ ซิตี้ เปิดบ้านของตัวเองเจอกับลิเวอร์พูล นักเตะทั้ง 11 คนของทัพจิ้งจอก ใส่เสื้อแจ็คเก็ตที่ทำจากผ้ามัดย้อมของคนไทย เดินออกจากอุโมงค์ลงสู่สนาม ผ่านสายตาของคนทั่วโลก 

สำหรับชาวบ้านในกลุ่มใบไม้คีรีวง แม้พวกเธอไม่ได้ชมการแข่งขันแบบถ่ายทอดสด แต่เมื่อได้เห็นผ่านคลิปเหตุการณ์ย้อนหลัง มันก็ไม่ได้ทำให้ความอิ่มอกอิ่มใจของคนกลุ่มนี้น้อยลงไปเลย 

"มันพูดเป็นความรู้สึกไม่ถูกเลย ทุกคนยิ้มแก้มปริ พี่น้ำตาไหลเลย ... จริง ๆ พวกเราก็ส่งใจเชียร์เลสเตอร์ ซิตี้ อยู่แล้วนะ เพราะนี่คือทีมที่ผูกพันกับคนไทย แต่วินาทีตอนได้ดูคลิป เห็นนักเตะใส่เสื้อแจ็คเก็ตลงสนาม มันเหลือเชื่อมาก ได้เห็นเสื้อที่เราทำไปอยู่ในเวทีแบบนั้น ด้วยบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ ดีใจมาก ๆ"

"เรารู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการโปรโมตผ้ามัดย้อมไทย ให้ไปไกลในระดับโลก ส่วนตัวมองว่านี่คือความสำเร็จของประเทศไทย ไม่ใช่ในนามของกลุ่ม หรือแค่ชุมชน เพราะแจ็ตเก็ตตัวนี้คือตัวแทนของประเทศไทย"

"พี่รู้สึกว่า คนในสนามเขาก็ประทับใจกับเสื้อแจ็คเก็ตนะ หลังจากการแข่งขันจบ พี่ตามดูกระแส มีคนตามหาเยอะมาก ทั้งคนไทย และอังกฤษ เมื่อไม่กี่วันก่อน ยังมีคนไทยที่อยู่อังกฤษ ทักมาตามหาเสื้อตัวนี้อยู่เลย ดีใจมากจริง ๆ" 

ไม่ได้มีเพียงเสื้อแจ็คเก็ต ที่ชาวบ้านคีรีวงผลิตให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ เพราะกลุ่มใบไม้คีรีวง ยังได้ร่วมผลิตสินค้า ในคอลเลคชั่น "From Leaves to Lively Thai Dye Collection" ผ่านแบรนด์ของเลสเตอร์ กับการสร้างสรรค์หมวก, เสื้อยืด, เสื้อเชิ้ต รวมถึงกระเป๋า ผ่านพืชพื้นบ้าน 4 ชนิด คือ มังคุด, สะตอ, ใบคราม และใบหูกวาง วางจำหน่ายทั้งในประเทศไทย และประเทศอังกฤษ

"การร่วมงานครั้งนั้น สร้างแรงบันดาลใจให้ชาวบ้านเยอะมาก สมัยก่อนไม่ใครกล้าร่วมงานกับแบรนด์ใหญ่ เพราะเรากลัวว่าจะทำไม่ได้ มองว่าตัวเองเป็นชาวบ้าน ถ้ามาทำงานแบบนี้มันเกินตัว แต่ตอนนี้เราพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เราทำได้ ถ้าเรารู้จักการวางแผน และจัดการ"

การปรากฎตัวของผ้ามัดย้อมไทยบนเวทีระดับโลก คือ ความสำเร็จครั้งใหญ่ของชาวบ้านคีรีวง แต่ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้น เพียงเพราะนักฟุตบอลชื่อดังใส่เสื้อที่ทำมาจากผ้าย้อมพื้นบ้านไทย หรือถูกถ่ายทอดผ่านโทรทัศน์ไปทั่วทุกหนแห่ง 

หากแต่เป็นสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น เพราะมีหลายสิ่งดี ๆ มากมาย ที่ย้อนกลับมาสู่หมู่บ้านคีรีวง และชุมชนใกล้เคียง ซึ่งมีความสำคัญยิ่งกว่า ชนิดที่เงินก็ซื้อสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ 

"ทุกวันนี้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังสนใจเรื่องผ้ามัดย้อม จากเมื่อก่อนคนไม่ค่อยแวะเข้ามา เพราะมองเป็นทางผ่าน แต่ปัจจุบันคนที่มาเที่ยวนครศรีธรรมราช ถ้ามีโอกาสจะมาแวะที่นี่ มีนักท่องเที่ยวหมุนเวียนตลอดทั้งปี"

"มันเป็นการสร้างคุณค่า ให้กับชุมชน กับจังหวัดด้วยนะ ทำให้คนนครฯ หรือลูกหลาน หันกลับมามองถิ่นฐานบ้านเกิด เห็นว่าอย่างน้อยบ้านเราก็มีดีนะ คนรุ่นใหม่มีความภูมิใจมากขึ้น กับการเป็นคนนครศรีธรรมราช"

"สำหรับพี่ มันคือการสร้างความผูกพัน ระหว่างคนรุ่นใหม่ กับสังคมท้องถิ่น ในอดีตคนรุ่นใหม่เขาไม่กล้าผูกสัมพันธ์กับชาวบ้าน แต่ปัจจุบัน เขากล้าเปิดใจ มาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน น้องดีไซเนอร์รุ่นใหม่ มาขอคำแนะนำจากเรา คอยส่งเสริมกัน"

"พี่มองว่า เราได้อะไรเยอะมากกลับมา ไม่ใช่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นการช่วยสังคม ภาพรวมเศรษฐกิจของชุมชนก็ดีขึ้น" 

"ผ้ามัดย้อมคือสิ่งมีชีวิตของชาวคีรีวง ชุมชนของเราเป็นที่รู้จัก สร้างชื่อเสียงระดับโลก อธิบายลำบากนะ ถ้าให้พูดถึงคุณค่าของผ้ามัดย้อม กับหมู่บ้านคีรีวง แต่เรารู้สึกผูกพัน" 

"และพี่เชื่อว่า ผ้ามัดย้อมจะไม่มีวันตาย" อุไร ด้วงเงิน ทิ้งท้าย 



AUTHOR

ณัฐนนท์ จันทร์ขวาง

이달의 소녀
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x