FEATURE

ซันยะ : บ้านเกิด "โจ สิงห์สังเวียน" ที่รัฐบาลญี่ปุ่นอยากลบออกจากแผนที่



เมื่อสลัมแห่งสุดท้ายของโตเกียว กลายเป็นพื้นที่ซึ่งรัฐบาลไม่อยากจดจำ 


 

โตเกียวสกายทรีที่สูงตระหง่าน ห้าแยกชิบุยาที่คนพลุกพล่าน หรือตึกรามบ้านช่องที่ทันสมัย กลายเป็นสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของโตเกียว ทว่าท่ามกลางความเจริญเหล่านี้ กลับมีพื้นที่หนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง 

ชื่อของมันคือ "ซันยะ" มันเป็นย่านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ในเขตไทโตะ ซึ่งเป็นเขตเดียวกันกับ วัดเซนโซจิ (หรือที่คนไทยรู้จักกันว่า วัดอาซาคุสะ) ที่เรียกได้ว่าเกือบใจกลางกรุงโตเกียว และที่สำคัญมันคือบ้านเกิดของ ยาบูกิ โจ ตัวเอกจาก "โจ สิงห์สังเวียน" มังงะในตำนาน 

อย่างไรก็ดี ย่านแห่งนี้กลับไม่ค่อยได้รับการเชิดหน้าชูตาสักเท่าไร ทั้งที่เป็นหนึ่งในฉากสำคัญของการ์ตูนเรื่องดัง ในทางกลับกัน รัฐบาลพยายามทำให้มันไม่มีตัวตน ด้วยการลบออกจากแผนที่ 

เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ร่วมติดตามไปพร้อมกับ Main Stand 

 

โดยะ = ซันยะ 

ย้อนกลับใปในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970 หลังจากการ์ตูนของ เทสึกะ โอซามุ ได้เบิกทางให้ผู้คนรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่า "มังงะ" ในวงกว้าง "โจ สิงห์สังเวียน" ก็ได้สานต่อและขับเคลื่อนวงการนี้ 


Photo : toonsphere.com

มันคือมังงะจากปลายปากกาของ อาซาโนะ ทาคาโมริ โดยมี เท็ตสึยะ จิบะ เป็นผู้แต่งเรื่อง และตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ "วีคลีย์ โชเนน แมกกาซีน" ในระหว่างปี 1968-1973

โจ สิงห์สังเวียน เป็นเรื่องราวของ ยาบูกิ โจ เด็กหนุ่มที่หนีออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะมาอาศัยอยู่ที่โดยะ ชุมชนแออัดใจกลางกรุงโตเกียวที่เต็มไปด้วยชนชั้นแรงงาน 

และที่แห่งนี้เขาได้เจอกับ ดันเงะ ทันเป คนจรจัดขี้เมาที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ก่อนที่ทันเป จะเห็นพรสวรรค์การชกมวยของโจ จากการต่อยตีกับคนในชุมชน และอยากจะฝึกมวยให้ จากการที่ตัวเองเคยเป็นนักมวยมาก่อน 

แต่ไม่ทันจะได้เรียนมวย โจ ก็ดันไปก่อเรื่องทะเลาะวิวาทจนถูกตำรวจจับ และถูกส่งไปสถานกักกัน ที่ทำให้เขาได้เจอกับ โทรุ ริกิอิชิ นักมวยดาวรุ่ง และได้ประมือกัน แต่ไม่รู้ผลแพ้ชนะ 

และมันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ โจ อยากเข้าสู่วงการมวยอาชีพ หลังพ้นโทษ เขาได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ทันเงะ และเรียนมวยอย่างจริงจัง และมุ่งมั่นสู่การเป็นแชมป์รุ่นแบนตัมเวต ที่ทำให้เขาได้พบกับประสบการณ์มากมาย

โจ สิงห์สังเวียน ถือเป็นการ์ตูนที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้มหลาม และสามารถทำยอดขายไปได้ถึง 20 ล้านเล่ม ในขณะที่อนิเมะ ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน มันกลายเป็นการ์ตูนที่เด็ก ๆ ในยุคนั้น รอคอยตอนต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ 


Photo : nerdrockcafedotnet.wordpress.com

นอกจากนี้ การ์ตูนเรื่องดังกล่าวส่งอิทธิพลต่อมังงะในยุคหลัง ไม่ว่าจะเป็นการ์ตูนหมัดมวยอย่าง ก้าวแรกสู่สังเวียน หรือกล่าวถึงในการ์ตูนอื่น ๆ อย่าง Bakuman, 20th Century Boy หรือแม้กระทั่ง GTO จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในการ์ตูนระดับตำนานของญี่ปุ่น 

อย่างไรก็ดี ตรงข้ามกับบ้านเกิดของเขา เพราะแม้ว่าโดยะ จะเป็นสถานที่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถานที่จริงที่ชื่อว่า "ซันยะ" ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงโตเกียวเหมือนกัน แต่มันกลับไม่ค่อยเป็นที่พูดถึง 

และที่โหดร้ายไปกว่านั้น มันยังถูกทำให้หายไปจากแผนที่ญี่ปุ่นอีกด้วย 

 

สลัมใจกลางเมือง 

ท่ามกลางตึกรามบ้านช่องที่สูงตระหง่าน ไกลออกไปจากจากสถานีอุเอโนะเพียง 6 นาที มีพื้นที่ที่เรียกกันว่า "ซันยะ" ตั้งอยู่ มองอย่างผิวเผินมันดูไม่ต่างจากย่านชานเมืองของโตเกียวทั่วไป ที่มีทั้ง ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด 


Photo : www.tokyotimes.org

แต่หากสังเกตุอย่างจริงจัง จะพบว่าพื้นที่แห่งนี้มีความแตกต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นคนเมาที่นอนหลับอยู่บนทางเดิน กลุ่มคนที่จับกลุ่มกันเล่นหมากรุกข้างทาง หรือเตนท์ของคนจรจัดที่เรียงรายกันในสวนสาธารณะ 

เพราะซันยะ คือย่านที่เรียกได้ว่าค่าครองชีพต่ำที่สุดของโตเกียว พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยโรงแรมราคาถูกมากมาย โดยเฉพาะโฮสเทล มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 100 เจ้า ซึ่งสามารถพักได้ในราคาไม่ถึง 2,000 บาทต่อคืน ในห้องขนาดซุกหัวนอน 

ทำให้มันกลายเป็นสวรรค์สำหรับแรงงานรายวัน หรือคนรายได้น้อย ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อหางานทำ ในการใช้พื้นที่แห่งนี้เป็นที่หลับนอนกว่าเกือบครึ่งศตวรรษ 

แต่ด้วยความเป็นอยู่ที่ค่อนข้างลำบาก เบียดเสียด และสกปรก บวกกับการที่มีแต่คนเมา ทำให้ซันยะ มีชื่อเสียงในแง่ลบมากกว่าแง่บวก ทั้งในด้านความยากจน ความรุนแรงและอาชญากรรม และปัญหาคนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง จนได้รับการขนานนามว่า "สลัมแห่งสุดท้ายของโตเกียว" 

ทำให้มันกลายเป็นสถานที่ที่รัฐบาลญี่ปุ่นไม่อยากพูดถึง และถูกลบออกจากบันทึกของทางการตั้งแต่ปี 1966 โดยปัจจุบัน หากค้นหาคำว่า Sanya หรือ 山谷 ใน Google Map ก็จะหาไม่เจอ 


Photo : www.tokyotimes.org

"มันไม่มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่เรียกว่าซันยะมานานแล้ว พวกเขาแค่เปลี่ยนชื่อของเขตที่เรียกว่าซันยะ ตอนนี้มันถูกเรียกว่า อาซาคุสะตะวันออก นิฮงซัตสึมิ หรือ คิโยคาวะ" เจ้าของร้านขายอุปกรณ์ที่ปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อในย่านซันยะ กล่าวกับ Digital Jornal  

"ซันยะแสดงให้เห็นด้านมืดของความดั้งเดิมของโตเกียวด้วยความเรียบง่าย มันเป็นเสน่ห์แบบท้องถิ่นที่ไม่มีการเสริมเติมแต่ง" 

และที่น่าเศร้าคือย่านซันยะ ยังถูกมองว่าเป็นเหมือน "ที่พักพิง" สำหรับคนไร้ความสามารถในสายตาของทางการ เมื่อมันเป็นพื้นที่ที่รัฐใช้รับรองคนจรจัดที่ผลักดันออกมาจากในเมือง จากนโยบายแก้ปัญหาคนไร้บ้านในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 

ว่าแต่ทำไมต้องเป็นย่านนี้?  

 

เหตุผลทางประวัติศาสตร์ 

สถานะอันต่ำต้อยของซันยะ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ประวัติศาสตร์อันแสนขมขื่นของพวกเขามีมาตั้งแต่สมัยเอโดะ (1603-1868) หรือเมื่อหลายร้อยปีก่อน เมื่อมันถูกใช้เป็นลานประหารของหมู่บ้านในเอโดะ 


Photo : ameblo.jp

หลักฐานที่ยังหลงเหลือในปัจจุบันคือชื่อสี่แยกในย่านนี้ที่ชื่อว่า นามิดะบาชิ หรือ "สะพานน้ำตา" ในภาษาญี่ปุ่น เนื่องจากในอดีตที่แห่งนี้คือที่ซึ่งเหล่านักโทษได้ล่ำรากับครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะถูกส่งไปลานประหารที่ชื่อว่า Kozukappara ที่ตอนนี้แปรสภาพเป็นพื้นที่ของรางรถไฟ 

เช่นเดียวกับถนนสายหลักของพวกเขาที่ชื่อว่า โคตสึโดริ หรือ "ถนนสายกระดูก" ที่มีที่มาจากในอดีตถนนสายนี้ต่างเต็มไปด้วยหัวกระโหลก และกระดูก ของนักโทษประหารที่เรียงรายกระจัดกระจายตลอดทั้งเส้น 


Photo : patrickmccoy.typepad.com

แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่สมัยเอโดะ คือการเป็นที่พักพิงของคนที่สังคมไม่ยอมรับที่เรียกกันว่า "บุราคุมิน" หรือกลุ่มคนชนชั้นต่ำสุดในระบบชนชั้นของญี่ปุ่น ที่คล้ายกับวรรณะจัณฑาลของอินเดีย 

แม้ว่าญี่ปุ่น จะเป็นประเทศที่มีความเท่าเทียมมากที่สุดในโลกสมัยใหม่ แต่ย้อนกลับไปในสมัยเอโดะ พวกเขาก็มีระบบชนชั้นที่เอาไว้จัดระเบียบสังคม โดยชนชั้นของญี่ปุ่นแบ่งออกเป็น 4 ระดับคือ นักรบ ชาวนา ช่างฝีมือ และพ่อค้า 

แต่สำหรับบุราคุมิน หรือที่เรียกกันว่า เอตะ-ฮินิน คือชนชั้นที่ต่ำกว่านั้น พวกเขาคือกลุ่มคนที่คนในชนชั้นอื่นต่างรังเกียจ และไม่ได้ถูกมองว่าเป็นมนุษย์เต็มตัว จนขนาดไม่ถูกนับในแบบสำรวจสำมะโนประชากร 

"ในสมัยเอโดะ ญี่ปุ่นมีระบบชนชั้นในสังคม และกลุ่มคนที่ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวคือคนที่ถูกเรียกว่า เอตะ-ฮินิน ที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในบริเวณนี้" จินอิจิ คิโงชิ กล่าวกับ Digital Journey 

เหตุผลสำคัญก็คือเพราะคนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่ถูกจำกัดให้ทำแต่งานสกปรกหรือเกี่ยวข้องกับความตาย ไม่ว่าจะเป็นฆ่าสัตว์ (แล่เนื้อ) ฟอกหนัง เพชฌฆาต หรือโสเภณี ทำให้ไม่มีใครอยากข้องเกี่ยวหรือแต่งงานด้วย หรือแม้กระทั่งซามูไร ยังสามารถฆ่าคนกลุ่มนี้ได้โดยไม่มีความผิด

"เนื่องจากการใช้วัวนอกเหนือจากการเป็นอาหารเป็นสิ่งต้องห้ามของศาสนาพุทธ บางคนจึงให้คนอื่นที่มองว่าไม่ได้เป็นมนุษย์อย่าง เอตะ ฮินิน ทำงานเกี่ยวกับสัตว์แทน" คิโงชิ กล่าวต่อ 

และสถานที่ซึ่งพวกเขาได้รับอนุญาตให้พักอาศัยอยู่ก็คือซันยะ ในปัจจุบัน เนื่องจากในอดีตพื้นที่บริเวณยังเป็นชนบท และห่างไกลจากผู้คน 


Photo : n510.com

"ในช่วงสมัยเอโดะ ซันยะกลายเป็นพื้นที่สงวนสำหรับชนชั้นที่ต่ำที่สุดและที่ฝังศพของพวกเขา พื้นที่ที่ซันยะตั้งอยู่ในปัจจุบัน เคยถูกเรียกว่า เอตะ บุราคุ หรือชุมชนของ 'คนมีตำหนิ' ซี่งได้รับอนุญาตให้ทำงานในอุตสาหกรรมหนังสัตว์เท่านั้น" คำอธิบายจากสารคดีเรื่อง Yama — Attack to Attack

"พวกเขายังถูกเกณฑ์ไปเพื่ออารักขานักโทษตอนที่แห่ไปตามท้องถนนเพื่อรับโทษ เช่นกันกับการประหารชีวิต การกำจัดศพหรือทำงานอื่น ๆ ที่คนไม่อยากทำ" 

อย่างไรก็ดี แม้เวลาจะผ่านไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้สถานะของย่านนี้เปลี่ยนแปลง 

 

แหล่งพักพิงสุดท้ายคนชายขอบ 

ด้วยความที่ซันยะ เคยเป็นพื้นที่ของคนชนชั้นต่ำสุดในสังคมมาก่อน ทำให้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มันได้กลายเป็นแหล่งพักพิงสำหรับสำหรับผู้สูงอายุ หรือคนที่บ้านพังพินาศ จากการถล่มของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงคราม 


Photo : bigissue-online.jp

ในปี 1946 รัฐบาลของเมืองได้ส่งคนกลุ่มนี้มาที่ซันยะ พร้อมกับเตนท์ที่ได้รับบริจาคมาจากกองกำลังยึดครอง ก่อนที่มันจะกลายเป็นบ้านโดยพฤตินัยของพวกเขา 

และจากการเป็นผู้แพ้สงคราม ทำให้ญี่ปุ่นต้องการแรงงานจำนวนมากในการฟื้นฟูโตเกียวขึ้นมาขึ้นมาอีกครั้ง บวกกับโครงการใหญ่มากมาย ที่รวมถึงโตเกียว โอลิมปิก ทำให้มีคนจากภูมิภาคต่าง ๆ อพยพกันเข้ามาหางานทำในเมืองหลวงมากขึ้น 

แน่นอนว่าจุดหมายยอดนิยมของพวกเขาในตอนนั้นคือซันยะ เนื่องจากเป็นย่านที่เต็มไปด้วยที่พักราคาถูก แถมยังตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟสายสำคัญ ทำให้เหล่าแรงงานพากันมาอาศัยอยู่ที่นี่ จนเป็นที่รู้จักในฐานะ "ตลาดแรงงาน"  

ว่ากันว่าพวกเขาเคยมีประชากรสูงสุดถึง 15,000 คนในปี 1964 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกของญี่ปุ่น ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ล้วนเป็นเหล่าแรงงานก่อสร้างสำหรับมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติครั้งนั้น 

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ได้เกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะฟองสบู่แตก ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทำให้การก่อสร้างมากมายต้องระงับ 

ผลดังกล่าวทำให้ผู้คนในย่านซันยะ ที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานก่อสร้าง เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก พวกเขาไม่มีงานทำ แต่ก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ เนื่องจากไม่มีที่ไหนมีที่พักราคาถูกกว่านี้แล้ว จึงเลือกที่จะปักหลักอยู่ที่นี่มานับตั้งแต่นั้น 



Photo : www.tokyotimes.org

นอกจากนี้ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 ปัญหาคนไร้บ้านได้กลายเป็นวาระแห่งชาติ พวกเขาจึงได้พยายามผลักดันคนจรจัดที่อาศัยอยู่ในเขตตัวเมืองออกมาพื้นที่รอบนอก และหนึ่งในย่านที่รัฐเลือกก็คือเขตซันยะ จนทำให้มันมีชื่อเล่นว่า "กฎหมายซันยะ" 

"ทุกคนที่อยู่ที่นี่เหมือนเป็นคนชายขอบ" นักบวชชาวอเมริกันที่คอยช่วยเหลือคนในพื้นที่นี้กล่าว 

ซันยะ จึงกลายเป็นหนึ่งในที่อยู่อาศัยของคนจรจัดที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น โดยส่วนที่พอมีรายได้จากค่าแรงในการเป็นแรงงานรายวัน อาจจะพักอยู่ตามที่พักราคาถูก ในขณะที่บางส่วนอาจใช้เตนท์เป็นเหมือนที่พักชั่วคราวในสวนสาธารณะ 

"ผมมาที่นี่เพื่อดื่ม พูดคุย และเพลิดเพลินกับสภาพอากาศ ไม่ว่ายังไงก็ตามแสงแดดเป็นของฟรี" คัตจัง แรงงานรายวันที่ย้ายมาอยู่ซันยะเมื่อ 16 ปีก่อนบอกกับ The Guardian 

"ผมได้งานชั่วคราวจากที่นี่เท่านั้น แต่ผมอยู่ที่นี่เพราะเพื่อนผมอยู่ที่นี่" 

อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน ซันยะ ก็เริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะยังเต็มไปด้วยคนเมา และคนจรจัด แต่ความรุนแรงก็เริ่มไม่ค่อยพบเห็นในพื้นที่แห่งนี้ เช่นกันกับที่พักซอมซ่อหลายแห่งก็แปรสภาพเป็นโฮสเทล หรือเกสต์เฮาส์ ราคาถูกไว้รองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

นอกจากนี้พวกเขายังนำรูปปั้นของ ยาบูกิ โจ และรูปเสมือนจริงตัวละครจากเรื่องของมังงะ "โจ สิงห์สังเวียน" ไปตั้งในที่ต่าง ๆ ในย่านนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้แฟนการ์ตูนได้มีโอกาสมาตามรอยบ้านเกิดของมังงะระดับตำนานเรื่องนี้อีกด้วย 


Photo : mainichi.jp

"ผมสามารถพักในโตเกียวด้วยราคาเท่ากับซีดีหนึ่งแผ่น เหลือเชื่อมาก" เบฟเวอร์ลี โรเบิร์ต นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกล่าวกับ Japan Times 

"ผมไม่ต้องการการบริการที่ดี หรือห้องดี ๆ สำหรับทริปนี้ แค่ราคาที่เหมาะสม และโอกาสได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับนักเดินทางคนอื่น นี่คือสิ่งที่สถานที่นี้มอบให้ผม" 

แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้  พวกเขาต่อต้านการพัฒนาเชิงพานิชย์ และอยากให้ ซันยะ ยังคงหลงเหลือบรรยากาศเก่า ๆ เอาไว้ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต 

"ฉันเข้าใจในสิ่งที่เจ้าของที่ดินคิด พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถหาเงินได้มากขึ้นจากวิธีนี้ แต่มันไม่ได้แค่การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ แต่เป็นการทำให้พื้นที่สูญเสียบรรยากาศเก่า ๆ ไปอย่างช้าๆ" มาโกะโคโระ โยชิฮิระ กรรมการผู้จัดการ YUI Associates กลุ่มพัฒนาท้องถิ่นกล่าวกับ The Guardian 

"ซันยะ ไม่เหมือนย่านอื่นในโตเกียว เราจำเป็นต้องคงความดั้งเดิมบางอย่างไว้" 


Photo : mainichi.jp

สุดท้ายแล้วแม้เสียงจะแตกออกเป็นสองฝ่าย แต่พวกเขาก็มีเป้าหมายที่จะทำให้ซันยะดีขึ้น และให้คนภายนอกมองพื้นที่แห่งนี้ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีกว่าในอดีต 

แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการพยายามทำให้ "ซันยะ" มีตัวตน และเป็นที่ยอมรับสำหรับคนทั่วไป เพื่อไม่ให้มันถูกลบไปจากประวัติศาสตร์อีก 

"ผมเห็นความสูญเสียของการเปลี่ยนแปลงมาตลอด มันเคยมีเหตุจลาจล แต่มันก็สงบกว่าเดิมในปัจจุบัน น่าจะเพราะว่าพวกเราแก่เกินกว่าจะสู้กันแล้วล่ะมั้ง" ไอซาวะซัง ชายจรจัดวัย 64 ปี ที่ดำรงชีวิตด้วยการเก็บกระป๋องขายบอกกับ The Guardian 

"ชีวิตเป็นเรื่องยาก แต่ผมสามารถปลดปล่อยจิตวิญญาณที่แท้จริงของตัวเองได้ที่นี่" 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.tokyotimes.org/sanya-tokyos-poorest-neighbourhood-in-pictures/
https://www.theguardian.com/cities/2019/jun/14/the-tokyo-neighbourhood-where-people-come-to-disappear 
https://medium.com/@dylanleviking/this-is-my-neighborhood-in-tokyo-5fb17922440f 
http://www.digitaljournal.com/article/281379 
https://archive.macleans.ca/article/1986/4/14/japans-forgotten-poor 
http://travel.cnn.com/tokyo/life/homeless-tokyo-real-story-926548/ 
https://www.japantimes.co.jp/news/2000/10/22/national/sanya-turning-from-laborer-to-tourist-district/
https://jacobpdf.com/2018/04/08/joes-world/
https://jacobpdf.com/2018/12/08/50-years-of-yabuki-joe-working-class-hero/ 



AUTHOR

มฤคย์ ตันนิยม

ลีดส์ ยูไนเต็ด, ญี่ปุ่น, มังงะ
     


x