FEATURE

หมากนอกสนามอันแยบยลของ "เคซุเกะ ฮอนดะ" | Main Stand



สำหรับแฟนกีฬาที่ติดตามการแข่งขันมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ที่ประเทศเวียดนาม เชื่อว่าคุณคงได้เห็นทั้งท่วงท่า และผลงานการคุมทีมข้างสนามของ เคซุเกะ ฮอนดะ อดีตจอมทัพทีมชาติญี่ปุ่นผู้โด่งดัง ที่ปัจจุบันควบตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของทีมฟุตบอลทีมชาติกัมพูชาไปพร้อมกัน

 


และหากย้อนดูปูมหลังเส้นทางของเขาตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้ ต้องบอกว่าเจ้าตัวผ่านประสบการณ์ค้าแข้งแบบโชกโชน เนเธอร์แลนด์, รัสเซีย, อิตาลี, เม็กซิโก, บราซิล, ออสเตรเลีย, อาเซอร์ไบจาน นี่คือส่วนหนึ่งที่ฮอนดะเคยเดินทางไปเล่นฟุตบอลอาชีพ พร้อมกันนั้นเอง เจ้าตัวก็ค่อย ๆ สร้างเครือข่ายลูกหนังที่เริ่มโยงใยไปทั่วโลก

หมากนอกสนามของ เคซุเกะ ฮอนดะ นั้นแหลมคมไม่ต่างจากวิชั่นในสนามแม้แต่น้อย Main Stand ขอพาไปพบกับเรื่องราวของ "เบ็คแฮมแห่งเอเชีย" ผู้นี้

 

แน่วแน่แบบ (หรือยิ่งกว่า) เบ็คแฮม

"ที่โรงเรียนเมื่อใดก็ตามที่คุณครูถามความฝันในอนาคต ผมจะตอบไปว่า 'ผมอยากเป็นนักฟุตบอล' พวกเขาจะตอบกลับว่า 'ไม่สิ เธอควรไปหางานที่มั่นคง' ... แต่ถึงอย่างนั้นการเป็นนักฟุตบอลคือสิ่งเดียวที่อยากจะทำ" นี่คือสิ่งที่ เดวิด เบ็คแฮม เล่าถึงเรื่องของเขาในวัยเด็ก  เรื่องราวมันชัดเจนตั้งแต่เขาจำความได้ และนี่อาจจะเป็นหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมเขาจึงประสบความสำเร็จบนเส้นทางของการเป็นสุดยอดนักฟุตบอล

กับ ฮอนดะ เองก็ไม่ต่างกัน ครอบครัวของเขายากจน พ่อกับแม่ของเขาหย่าร้างกัน ในวัยเด็กเขาต้องย้ายไปอยู่กับย่า ถึงแม้ว่าฮอนดะ จะรักและเทิดทูนคุณย่าแบบสุดหัวใจ แต่บางครั้งมุมมองของเขาทั้งสองคนต่างกัน

ฮอนดะ เคยเล่าว่าเขาต้องอาศัยในอพาร์ทเม้นต์ที่มีความกว้างแค่ 100 ตารางฟุต เป็นห้องเดี่ยวที่จะต้องอยู่กัน 4 ชีวิต มันมีเพียงพื้นที่แคบๆให้เขาได้หลับนอน ทุกครั้งที่มีคนพลิกตัวรับรองได้ว่าขาจะต้องไปเกี่ยวกับใครคนหนึ่งที่นอนอยู่ข้างๆแน่นนอน

"เอาล่ะ เราไม่ได้ร่ำรวย และเราไม่มีวันจะร่ำรวยหรอก แต่นี่ล่ะคือชีวิต เราต้องอยู่กับมันให้ได้ และเลิกที่จะโทษฟ้าโทษดิน" ฮอนดะเล่าถึงสิ่งที่ย่าของเขาพร่ำสอนเสมอ ซึ่งเขาก็เปิดเผยว่าเขาเองไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ แต่อย่างน้อยการสู้กับความยากจน ก็ทำให้เขาอดทน และสู้ชีวิตเพื่อแรงปรารถนาที่แข็งกล้ากว่าเด็กๆทั่วไป

ฮอนดะ  เคยเขียนเรียงความไว้เมื่อตอนอายุ 13 ปี เกี่ยวกับสิ่งที่เขาอยากจะเป็น และไม่น่าเชื่อว่าหลายสิ่งที่เด็กชายฮอนดะเคยเขียนไว้ เกิดขึ้นจริงในเวลาต่อมา ไม่ว่าจะเป็นความหวังที่จะได้สวมใส่เสื้อหมายเลข 10 เล่นฟุตบอลในอิตาลี (เขาทำได้กับ มิลาน) การเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงของโลก และการเป็นนักเตะซูเปอร์สตาร์ของทีมชาติญี่ปุ่น

"เมื่อผมโตขึ้นผมอยากที่จะเป็นนักฟุตบอลอันดับ 1 ของโลก ไม่ใช่สิ จะต้องเป็นอันดับ 1 ให้ได้”

"เพื่อจะเป็นผู้เล่นอันดับ 1 ของโลก จึงต้องฝึกซ้อมให้มากกว่าใครในโลก ดังนั้นผมจึงพยายามอยู่ในตอนนี้”

"แม้ตอนนี้ผมยังเป็นนักเตะที่ยังไม่เก่ง แต่ผมก็จะพยายามเพื่อให้เป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลกให้ได้

"และเมื่อผมกลายเป็นนักเตะอันดับ 1 ของโลก ผมก็จะกลายเป็นเศรษฐีและจะเอาเงินมาให้พ่อแม่"

“ผมจะกลายเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียงในฟุตบอลโลก และถูกเรียกตัวไปเล่นให้กับทีมในเซเรีย อา”

“จากนั้นผมจะกลายเป็นตัวหลักและได้สวมเบอร์ 10 ลงเล่นให้กับทีม”

“ผมอยากมีรายได้ประมาณ 4 พันล้านเยนต่อปี (ประมาณ 1,200 ล้านบาท)”

“ความฝันของผมคือวันหนึ่งผมจะเซ็นสัญญากับ Puma ได้ออกแบบรองเท้าสตั๊ดและชุดกีฬาให้พวกคนจากทั่วโลกมาซื้อผลิตภัณฑ์ของผม”

“จากนั้นผมจะลงเล่นในฟุตบอลโลก ทัวร์นาเมนต์ที่ทุกคนในโลกให้ความสนใจในทุกๆ 4 ปี”

“หลังจากทำผลงานได้ดีที่อิตาลี ผมจะกลับไปประเทศญี่ปุ่นเพื่อรับหมายเลข 10 จากสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น และกลายเป็นดาวเด่นของทีมชาติ”

“ผมอยากจะชนะบราซิล 2-1 ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก”

“ความฝันของผมคือตั้งทีมกับพี่ชาย (ฮิโรยูกิ ฮอนดะ ได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อปี 2005 แต่ต้องเลิกเล่นเพราะปัญหาอาการบาดเจ็บ ปัจจุบันเป็นเอเยนต์ให้เคซุเกะ) และเป็นทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เราจะผลัดกันจ่ายบอลสวยๆให้แก่กัน และทำประตูให้ได้”

การสู้ไม่ถอยทำให้ภาพตามที่เคยวาดไว้ของ ดช.ฮอนดะ กลายเป็น เคซุเกะ ฮอนดะ ที่เรารู้จัก  

เขากลายเป็นยอดนักเตะที่ดีที่สุดในญี่ปุ่น และในยุโรปในช่วงเวลาที่เขาไปถึงจุดพีก ทว่าการสร้างตัวตนให้โลกได้รู้จักในฐานะ “ไอคอนฟุตบอล” ฮอนดะ ต้องทำในสิ่งที่นักฟุตบอลทั่วไปไม่ได้ทำ และความเก่งกาจในสนามอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

 

เก่งไม่พอ...ต้องเท่ด้วย

แฟนลูกหนังทั่วโลกอาจจะรู้จัก ฮอนดะ ในฐานะพ่อค้าแข้งผู้มีความช่ำชองในเท้าซ้ายที่ไม่เป็นสองรองใคร เขาคือแม่ทัพใหญ่ของทีมชาติญี่ปุ่นมาตลอดระยะ 10 ปีหลังสุด ทว่าเขายังมีบทบาทอื่นๆ ที่ทำให้ตัวเขาเองกลายเป็น "ไอคอนฟุตบอล" ในช่วงเวลาหลังจากนี้ไป

อาจจะมีการถกเถียงกันบ้างว่าใครคือนักเตะที่เก่งที่สุดของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษหลัง คำถามนี้ก่อให้เกิดเสียงแตกมากมายจากรายชื่อนักเตะอย่าง มาโกโตะ ฮาเซเบะ, ชินจิ คากาวะ, ชินจิ โอกาซากิ และ ตัวของ ฮอนดะ เอง อย่างไรก็ตามหากมองกันในแง่ของความเป็นไอคอน (ผู้ที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ฟุตบอลญี่ปุ่น) ไม่มีนักเตะคนไหนจะโดดเด่นไปกว่า ฮอนดะ อีกแล้ว  

ในช่วงที่ ฮอนดะ ยังเล่นฟุตบอลอยู่ในยุโรปกับ ซีเอสเคเอ มอสโก เขาย้อมผมทองด้วยลุคที่แสนโฉบเฉี่ยว ช่วงเวลานั้นมีการพูดถึงเขาในแง่ของการสืบทอดเป็น ฮิเดโตชิ นากาตะ คนต่อไป

ไม่ใช่แค่การอุปโลกน์คิดไปเองเท่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าใช่ความบังเอิญหรือเปล่าเมื่อฮอนดะ มักปรากฎตัวผ่านหน้าสื่อด้วยการใส่ชุดสูทเข้ารูป, สวมแว่นดำคุมโทนให้ดูเป็นหนุ่มเท่มากกว่าจะเป็นแข้งเอเชี่ยนอินโนเซ้นส์เหมือนกับคนอื่น ๆ ส่วนหนึ่งที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเขาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Narita Collection ต่อจากเจ้าของตำแหน่งเก่า (คนก่อน) ฮิเดโตชิ นากาตะ ด้วย

ครั้งหนึ่งสไตล์ของ ฮอนดะ ถูกพูดถึงในโลกโซเชี่ยลไว้อย่างน่าสนใจ และสามารถบอกถึงความเป็นแฟชั่นนิสต้าของเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อ ฮอนดะ สวมกางเกงยีนส์ และรองเท้า รวมถึงนาฬิกาของแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ทว่าที่แขนอีกข้างหนึ่งของเขากลับสวมนาฬิกาอีก 1 เรือน นั่นเท่ากับว่าเขาสวมนาฬิกา 2 เรือนพร้อมๆกัน


Photo : Facebook : Keisuke Honda

มีการตีความไปต่างๆ นานา เขาสะสมนาฬิกาหรูเหรอ ? หรือเขาตั้งเวลา 2 เรือนให้เป็นเวลาของ ญี่ปุ่น และ มอสโก ? หรือแค่สวมใส่สองข้างเพื่อให้รู้สึกสมดุลกันก็แค่นั้น ?

ที่สุดแล้วเจ้าตัวบอกแค่ว่า "แล้วใครคนไหนออกกฎว่าต้องสวมนาฬิกาข้างเดียวเหรอ ?" ดูเป็นคำตอบง่าย ๆ แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า "เขาแตกต่าง" โดยธรรมชาติ ไม่ได้ปรุงแต่ง และพยายามจะทำตัวเป็นซูเปอร์สตาร์เพียงอย่างเดียว เพราะ ณ เวลานั้น เขาคว้าแชมป์ลีกกับ ซีเอสเคเอ มอสโก พร้อมทั้งคว้ารางวัลนักเตะญี่ปุ่นประจำปี 2010 ของประเทศอีกต่างหาก

ความเป็นไอคอนของ ฮอนดะ ถูกพูดถึงจาก Carlo Gariglio ซีอีโอของแบรนด์เสื้อผ้าบุรุษของอังกฤษชื่อดังอย่าง dunhill ว่า ฮอนดะ คือจุดที่ทำให้แบรนด์ของเขา อยากเจาะตลาดเอเชียบ้าง โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่นที่เป็นตลาดใหญ่ และขาดซูเปอร์สตาร์จริงๆ หลังจากหมดยุคของนากาตะ

"เราอาจจะเป็นแบรนด์จากอังกฤษ และฟุตบอลก็เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาก ๆ แต่เหนือไปกว่านี้ลองไปดูทีมชาติญี่ปุ่นตอนนี้สิ พวกเขาดูดีมากจริง ๆ คุณว่าไหมล่ะ ?"

"นากาตะ และ เบ็คแฮม คือสุดยอดนักเตะแบบไม่มีใครสงสัย ดังนั้นไม่ว่าพวกเขาจะใส่อะไร มันก็จะกลายเป็นแฟชั่นที่ดูสุดคูล ในทางกลับกันพวกเขานั้นโฟกัสไปที่ฟุตบอล และการเล่นในสนามเป็นอันดับแรก ซึ่งหากฮอนดะโฟกัสถูกจุดผมมั่นใจเลยว่า ฮอนดะ จะเป็นเหมือน ฮิเดะ ได้แน่นอน"


Photo : www.nippon-ganbare.com

ฝีเท้าของฮอนดะผนวกเข้ากับความฉูดฉาดของการเป็นแฟชั่นนิสต้าคือสิ่งที่ทำให้เขา "พิเศษยิ่งกว่าใคร" การทุ่มเททำทุกอย่างในสนามเหมือนกับเป็นนักเตะโนเนม และการเป็นตัวของตัวเองในยามออกหน้าสื่อแสดงให้เห็นว่า ฮอนดะ รู้อยู่แก่ใจว่าชีวิตนักฟุตบอลนั้นแสนสั้น และ "พวกเขาไม่อาจจะเตะฟุตบอลไปได้ตลอดชีวิต"

ตลอดช่วงเวลาที่ ฮอนดะ เล่นฟุตบอลระดับสูงเขาคือนักกีฬาที่ดึงดูดแบรนด์ระดับโลกทั้งการเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาของ  Coca-Cola, โพสต์ท่าเท่ๆพร้อมกับชั้นในชายแบรนด์ดัง Calvin Klein และอื่น ๆ อีกมากมาย เกินกว่าที่จะนับได้

 

ยิ่งกว่านักฟุตบอล

เริ่มแรกเลยเราจะขอพูดถึงบทบาทของนักลงทุนคนหนึ่ง ฮอนดะ เป็นผู้ถือครองบริษัท Honda Estilo ที่มีหุ้นส่วน 3 คนคือตัวเขาเอง, ยูอิจิโร่ โอโฮริ โปรกอล์ฟชื่อดังของประเทศ และ มิยาบิ โอนิซึไก นักกีฬาสโนว์บอร์ดหญิงระดับแชมป์โลก  

บริษัทนี้เป็นเหมือนอคาเดมี่ฟุตบอลขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น Honda Estilo มีโรงเรียนฟุตบอลในสังกัดถึง 65 แห่งและมีนักเตะในสังกัดกว่า 3,500 คน เขายังได้สร้างสนาม  ZOZOPARK Honda Football Area ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกระดับเบอร์ต้น ๆ ของญี่ปุ่นโดยมีสโลแกนชวนปลุกใจอย่าง "เราต้องกล้าฝัน และต้องกล้าทำตามฝันของตัวเอง"


Photo : honda-sports-land.com/zozopark

ไม่ใช่แค่บทบาทฟุตบอลในประเทศเท่านั้นมุมมองและทรรศนะของ Honda Estilo ยังแผ่ขยายวงกว้างเข้าไปในยุโรป เพราะเมื่อปี 2015 เพิ่งเข้าซื้อกิจการสโมสร SV Horn ทีมในลีกดิวิชั่น 2 ของออสเตรียอีกด้วย

โดยโร้ดแมพ (Road - Map) ของศูนย์ฝึกของเขา ถูกวางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการคัดดาวเด่นจากศูนย์ฝึก SOLTILO FAMILIA SOCCER SCHOOL สู่สโมสร SOLTILO FC ทีมที่ลงเล่นในทัวร์นาเม้นต์ระดับเยาวชน และหากมีแข้งหัวกะทิพวกเขาจะส่งไปยังยอดของปิรามิด อย่าง SV HORN

นอกจากจะเป็นนักธุรกิจแล้ว ฮอนดะ ยังเป็นผู้ให้ความรู้และคืนกำไรสู่สังคมและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็ก ๆ ที่ขาดโอกาสในญี่ปุ่นเพื่อที่จะสร้างทรัพยากรในท้องถิ่นสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนอันที่สุดแล้วผลประโยชน์จะเกิดขึ้นกับญี่ปุ่นเอง

บริษัท Honda Estilo เป็นเหมือนพลังในมือของฮอนดะที่ทำให้เขากลายเป็นขวัญใจในประเทศ และกลายเป็นนักเตะที่แม้แต่ทั่วโลกก็ยอมรับว่าสามารถใช้คำว่า "สตาร์" ได้เต็มปาก การหาเครือข่ายและคอนเน็คชั่นของฮอนดะยังไม่จบแค่นั้นเพราะเมื่อไม่นานมานี้ วิล สมิธ และ เจเดน สมิธ 2 พ่อลูกซูเปอร์สตาร์ของฮอลลีวูด ก็กลายเป็น 1 ในพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้แบรนด์ของเขา เป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกด้วย

ฮอนดะ ไม่ใช่แค่ผู้ริเริ่มและปล่อยทิ้งให้คนอื่นบริหารเท่านั้น เขาขับเคลื่อนแบรนด์ของตัวเอง ด้วยตัวของเขาเอง ดังนั้นไม่แปลกเลยว่า เรามักจะเห็นเขาเข้าไปมีส่วนร่วมในงานการกุศลต่างๆ และมีบทบาท ทั้งที่เป็นเรื่องยากที่เราจะเห็นนักเตะระดับโลกทั่วไปทำ


Photo : www.the-star.co.ke

เรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับสายตาคนนอกที่มักจะมองว่าเหล่าคนดังทำการกุศลเพื่อหาประโยชน์ส่วนตนในภายหลัง  แต่ก่อนที่คุณจะตัดสิน ฮอนดะ คุณควรลองฟังเหตุผลที่เขาทำแบบนี้กันเสียหน่อย

"ผมอยากให้ทุกคนรู้จักตัวตนของผม ผมอยากจะแชร์สิ่งที่ตัวเองคิดให้ทั่วโลก ... หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าผมคือนักล่าฝัน และตอนนี้เราคือผู้สร้างความแตกต่างที่จะก้าวผ่านกรอบเดิม ๆ ออกไป"

"ผมอยากจะก้าวข้ามสิ่งที่ตัวเองเป็น ผมอยากจะใช้ควากล้าหาญผลักดันตัวเองสู่ก้าวต่อไปและผมอยากจะเปลี่ยนโลกใบนี้" ฮอนดะ กล่าวผ่านนิตยสารดิจิทัลอย่าง CHANGE THE WORLD ... คำพูดของเขาจะจริงหรือไม่ เวลาเท่านั้นที่จะเป็นผู้ให้คำตอบ

ฮอนดะ ยังขยายฝันของเขาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้เขามีศูนย์ฝึกฟุตบอลของตัวเอง 16 แห่งจาก 9 ประเทศทั่วโลก นี่คือสิ่งที่เขาทำมาอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วง 7 ปีหลังสุด จนกระทั่งเขาได้รับการแต่งตั้งจาก UN ให้เป็นผู้สนับสนุนเยาวชน   ไม่ว่าจะในบทบาทของการขับเคลื่อนด้วยแรงกาย และแรงใจ ปฎิเสธไม่ได้เลยภาพลักษณ์ของฮอนดะ มีแต่จะดูดีขึ้นเรื่อย ๆ แม้เรื่องของฝีเท้าจะลดน้อยถอยลงไปตามวัยและกาลเวลาก็ตาม

 

ท่องโลกกว้างและคว้าสิ่งที่ใครหาไม่เจอ

ในช่วงเริ่มแรกเส้นทางชีวิตค้าแข้งของ ฮอนดะ ช่วงแรกอาจจะพัฒนาไปตามรูปแบบของนักฟุตบอลทั่วไป เขาเริ่มจากทีมในญี่ปุ่นอย่าง นาโงย่า แกรมปัส ก่อนขยับระดับขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ไปเล่นในฮอลแลนด์ กับ VVV  โด่งดังใน รัสเซีย กับ CSKA มอสโก และได้อยู่กับสโมสรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่าง มิลาน

อย่างไรก็ตามช่วงเวลากับ มิลาน ในปี 2014-17 เป็นช่วง ฮอนดะ ไม่เด่นมากมายนัก (81 นัด 9 ประตู ใน 3 ปี) จนที่สุดแล้วหลังจากหมดสัญญากับ มิลาน เขาก็ย้ายทีม ...

มันคงไม่แปลกอะไรถ้าหาก ฮอนดะ ย้ายไปเล่นในลีกสูงสุดของยุโรปอย่าง พรีเมียร์ลีก และ ลา ลีกา สเปน เหมือนที่เป็นข่าวในช่วงเวลานั้น ทว่าเขากลับเลือกทีมจากลีกเม็กซิโกอย่าง ปาชูก้า ที่แม้จะเคยเป็นแชมป์ลีกเม็กซิโกอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว (หนสุดท้ายปี 2007)

จะว่าเรื่องเงินทองหรือค่าเหนื่อยก็ไม่น่าใช่ เพราะลีกเม็กซิโกไม่ได้มีอำนาจจ่ายเหมือนกับลีกเพื่อนบ้านอย่าง เมเจอร์ลีก ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีกฎโดยเฉพาะเพื่อผู้เล่นชื่อดัง

"ถึงแฟน ๆ ชาวเม็กซิกัน ผมอยากจะบอกมุมมองของผมสักหน่อย การย้ายออกจาก ปาชูก้า ของผมไม่เกี่ยวกับเหตุผลเรื่องเงิน ผมไม่เคยเจรจากับสโมสรเพื่อขอค่าเหนื่อย ผมตัดสินใจจะเป็นนักเตะของ ปาชูก้า อย่างแน่วแน่เมื่อ 1 ปีก่อน นั่นคือครั้งเดียวที่ผมคุยเรื่องสัญญากับสโมสร" ฮอนดะ โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ในวันที่เขาหมดสัญญากับทีม ปาชูก้า และกำลังมองหาทีมใหม่

ประธานสโมสรของ ปาชูก้า ให้คำจำกัดความว่า ฮอนดะ คือ "เชอร์รี่บนหน้าเค้ก" ซึ่งตามความหมายว่าของดีที่ควรจะคว้าเอาไว้ เพราะถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ ฮอนดะ อยู่กับทีม แต่เจ้าตัวก็ฝากผลงานประทับใจและกลายเป็นขวัญใจของแฟนบอลท้องถิ่น

ด้าน ฮอนดะ เองก็เปิดเผยในภายหลังเป็นนัย ๆ ว่าตอนนี้ชีวิตเขาเป็นเหมือนของนักเดินทาง เพราะเขาเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 50 ประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นเพื่อหาคอนเน็คชั่นในการสร้างศูนย์ฝึกของเขาให้ยิ่งใหญ่และแผ่ขยายอาณาจักรออกไปให้เกินกว่าแค่ที่ญี่ปุ่นและยุโรป

"ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้น มุมมองของผมเปลี่ยนไปเยอะ ผมเดินทางไปทั่วโลกกว่า 50 ประเทศและมันเป็นการเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง โปรเจ็คท์มูลนิธิของผมสร้างขึ้น เพื่อให้โอกาสให้เยาวชนที่ยากลำบากได้ก้าวหน้าและหลุดพ้นความจน"

"สิ่งที่ผมสนใจก็คือการให้โอกาสนักกีฬาที่อยู่ในพื้นที่ที่เศรฐกิจไม่ดี การเล่นฟุตบอลทำให้ผมมีมุมมองในแง่ของนักลงทุนและเป็นเหมือนการ Startups ให้ทุกที่ที่ผมลงทุนกลายเป็นสถานที่ที่ดีกว่า ผมเชื่อว่าผมจะเชื่อมต่อญี่ปุ่นเข้ากับทั่วโลกได้ จากการลองทำอะไรที่แตกต่างผมว่ามันจะสามารถช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้"

"ตอนนี้ผมอาจจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาความจนและรายได้อย่างไร แต่ผมมั่นใจอย่างสุดว่าการมีการศึกษาเป็นรากฐานหนึ่งในตัวช่วยที่สามารถแก้ไขได้ระดับหนึ่งแน่นอน"

ปัจจุบันเส้นทางค้าแข้งของ ฮอนดะ ยังไม่หยุดแค่ในเม็กซิโกเท่านั้น หลังจากหมดสัญญากับ ปาชูก้า เขาก็ย้ายไปเล่นในลีกออสเตรเลียกับ เมลเบิร์น วิคตอรี่ ส่วนเหตุผลของการเลือกก็คงไม่ต่างจากวันที่เขาเซ็นสัญญากับ ปาชูก้า เท่าไหร่ แม้เจ้าตัวจะอยู่กับทีมเพียงแค่ปีเดียว แต่ก็ยังไม่คิดแขวนสตั๊ดแต่อย่างใด 

เพราะหลังจากนั้น เจ้าตัวก็ชีพจรลงเท้าแบบไม่เว้นปี ย้ายไปร่วมทีม วิเทสส์ ในเนเธอร์แลนด์, โบตาโฟโก ในบราซิล, ปอร์ติโมเนนเซ่ ในโปรตุเกส (แต่เจ้าตัวไม่ได้เล่น เพราะมีปัญหาในเรื่องสถานะนักเตะฟรีเอเยนต์กับทางลีก), เนฟท์ชิ ในอาเซอร์ไบจาน และมี ซูดูว่า ในลิธัวเนียเป็นสโมสรล่าสุด ก่อนหมดสัญญาช่วงปลายปี 2021 

สิ่งที่ "ฉีก" ไปมากกว่ากว่านั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2018 ที่ฮอนดะเปิดตัวในฐานะผู้จัดการทั่วไปทีมชาติกัมพูชา ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง แต่ที่สุดแล้ว ฮอนดะ ก็นั่งโต๊ะแถลงพร้อม ๆ กับเหล่าผู้บริหารของ ส.บอลกัมพูชา


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ฮอนดะ จะยังไม่ทิ้งหน้าที่หลัก และให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 ของเขา คือการเป็นนักเตะ โดยจะมาทำงานที่กัมพูชาในช่วงที่เวลาของเขาเอื้ออำนวยเท่านั้น ส่วนวันที่ไม่อำนวย จะมีอีกคนรับหน้าที่แทนเป็นกุนซือคู่ (เฟลิกซ์ ดัลมาส 2018-2020 ก่อน ริว ฮิโรเสะ รับหน้าที่ต่อตั้งแต่ปี 2021 ถึงปัจจุบัน) ดังนั้นการทำงานส่วนใหญ่ในฐานะผู้จัดการทั่วไปของ ฮอนดะ จะเป็นการทำงานผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VDO Conference)   

แน่นอนวว่างานนี้เขาจะไม่ได้ค่าตอบแทนรูปแบบของเงินเดือนเลย นี่คืองานที่เขาอาสาเข้ามาทำด้วยตนเอง เพราะอยากจะถ่ายทอดสิ่งที่เขาเคยท่องโลก และผ่านมา มายังเวทีลูกหนังในประเทศที่ยังต้องการแรงสนับสนุนอีกมากอย่างกัมพูชา

"ผมรับงานนี้เพราะอยากทำ ผมได้ค่าเดินทาง แต่ไม่ได้อย่างอื่นเลย" ฮอนดะ ยืนยันผ่านการสัมภาษณ์ถึงตำแหน่งใหม่ของเขาว่างานนี้ของเขา ... "ใจล้วน ๆ"

อย่างไรก็แม้จะไม่ได้เงินเป็นค่าตอบแทน แต่ชื่อของ ฮอนดะ ถูกพาดหัวไปยังทุกสื่อทั่วโลก เรียกได้ว่าของกระแส ฮอนดะ วินไปเต็ม ๆ นอกจากนี้เขายังได้ตำแหน่งทูตทางด้านวัฒนธรรมให้กับกัมพูชา ซึ่งจุดนี้จะนำประโยชน์มาให้เขาในอนาคตแน่นอน เพราะตัวของ ฮอนดะ เองก็มีอคาเดมี่ของเขาในประเทศกัมพูชาอยู่แล้วได้แก่การสร้าง Honda Soltilo Soccer School ในปี 2016 และตามด้วยการส่งทีม Soltilo Angkor FC ลงเล่นในลีกสูงสุดของกัมพูชาอีกด้วย


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ทุกย่างก้าวของ ฮอนดะ ล้วนเต็มไปด้วยการคิดวิเคราะห์มาอย่างดี ว่าหากเขาทำเช่นนี้แล้วจะมีสิ่งใดตามหลังมาและเขาจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง ซึ่งที่สุดแล้วไม่ว่าเขาจะมีใครเป็นผู้ช่วยคิด แต่ ฮอนดะ ยืนอยู่บนภูเขาและสามารถคุมกระแสกองทัพของเขาได้เสมอ

ส่วนเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงต้องคิดซับซ้อนถึงขนาดนั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเล่นให้เก่งก็พอแล้ว  ซึ่ง ฮอนดะ เคยเปรยถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดว่า

"เคซุเกะ มานี่หน่อยพ่อมีอะไรจะให้แกดู" ฮอนดะ เล่าถึงช่วงปี '90 ทีพ่อของเขาเรียกมานั่งดูวีดีโอเทปของนักฟุตบอลคนหนึ่ง

เขาถามว่า พ่อกำลังจะให้ดูอะไรเหรอ ? พ่อของเขาเริ่มกดเพลย์และพูดมา 2 คำว่า "เปเล่"

หลังจากนั้นฮอนดะนั่งดูเทปนั้นที่เป็นภาพขาวดำอย่างละเอียด เขาเห็นเปเล่เลี้ยงบอลด้วยสปีดความเร็วที่เขาไม่เคยเห็น แม้เขาจะดูฟุตบอลมาเยอะ แต่ไม่เคยเจอใครเหมือนเปเล่ที่พ่อของเขาเปิดให้ดูเลย ... ด้วยความสงสัยเขาจึงถามกลับไปว่า "หมอนี่เก่งขนาดนี้ได้อย่างไร ?"

พ่อของเขาตอบว่า "เขาไม่ได้เล่นฟุตบอลเพราะแค่อยากสนุกไปวัน ๆ เขาเล่นฟุตบอลเพราะอยากประสบความสำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือเขาอยากทำให้ฟุตบอลเป็นเครื่องมือช่วยให้ครอบครัวของเขาสุขสบาย"

บ้านของ ฮอนดะ ในเวลานั้นไม่ใช่ครอบครัวที่่ร่ำรวยอะไร เขาจึงเริ่มมองฟุตบอลในแบบที่แตกต่างออกไปจากที่เคยมอง เขารู้ว่าฟุตบอลจะทำให้ครอบครัวของเขาสุขสบาย และหนทางที่จะเป็นเช่นนั้นคือเขาต้องกลายเป็นยอดนักเตะและได้เล่นในฟุตบอลโลก และต้องลงเล่นด้วยความคิดที่ว่า ต้องชนะมันให้ได้

ถึงตอนนี้ ฮอนดะ อาจจะหมดสิทธิ์เป็นแชมป์โลกเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่เขาประกาศลาทีมชาติทันทีที่ฟุตบอลโลก 2018 จบลง


Photo : Facebook : Keisuke Honda

ตอนนี้เขาใช้ฟุตบอลเอาชนะความจนของตัวเองได้แล้ว และในบทบาทของ "ไอคอนลูกหนัง" เขากำลังขับเคลื่อนคลื่นลูกใหม่เพื่อให้กลายมาเป็นทรัพยากรของทัพซามูไรบลู

ไม่แน่ว่า ธุรกิจของเขาอาจจะทำให้ฝันการเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกถูกสานต่อจนจบก็เป็นได้ ใครจะไปรู้

 

เหมือนเบ็คแฮมตรงไหน ต่างกันอย่างไร?

ถึงตรงนี้หากจะมองว่า เบ็คแฮม กับ ฮอนดะ ต่างกันตรงไหน ? คงบอกได้เพียงว่า "เบ็คแฮมดังในวงกว้างกว่า" เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตามเรื่องของความดังไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอามาวัดเมื่อลดค่าของใครคนใดคนหนึ่งได้ ฮอนดะ เองไม่เคยบอกใครว่าเขาคือ "เบ็คแฮมแห่งเอเชีย" แต่การกระทำย่อมเสียงดังกว่าคำพูด ที่สุดแล้วคำยกยอนี้ก็มาจากสิ่งที่ ฮอนดะ คิดจะเปลี่ยนแปลงโลกตามที่ตัวเองเห็นทั้งสิ้น

เขาอาจจะไม่เก่งกาจและประสบความสำเร็จเท่ากับตอนที่เบ็คแฮมค้าแข้งอยู่ จะใช้คำว่าไกลพอสมควรก็ไม่ผิดนัก ... ทว่าทั้งสองคนล้วนแต่เป็นนักสู้โดยกมลสันดาน และเป็นนักคิดที่มีความทะเยอทะยานมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ  

พวกเขาผ่านความลำบากในวัยเด็กจนกลายเป็นมหาเศรษฐี เพราะฝีเท้าพาไป แต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพราะเมื่อหันหลังกับไปยังที่ที่เคยเดินจากมาทั้ง เบ็คแฮม และ ฮอนดะ รู้ว่าโอกาสที่พวกเขาเคยได้สำคัญแค่ไหนสำหรับคนที่มุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวพวกเขาจึงคืนสิ่งนั้นกลับไปให้สังคม  ซึ่งบางครั้งเวทีเล็กๆก็ก่อเกิดตำนานที่ยิ่งใหญ่ได้

และเมื่อเป็นผู้ให้ เบ็คแฮม และ ฮอนดะ ก็กลายเป็นผู้รับไปโดยปริยาย ซึ่งผลตอบแทนของการให้ก็แสนจะคุ้มค่าสมแล้วที่ลงทุนลงแรงไป รู้ตัวอีกทีทั้งคู่ก็เปลี่ยนโลกแห่งความจริงให้เป็นไปตามโลกที่พวกเขาจินตนาการของตัวเองไปเสียแล้ว  และทั้งสองคนกำลังจะบอกให้รู้ว่าความพยายามจะตอบแทนคุณแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

และหากให้นิยามคำว่า เดวิด เบ็คแฮม เท่ากับ นักฟุตบอลคนหนึ่งที่ทำในสิ่งที่ยิ่งกว่านักฟุตบอลทั่วไป ถึงตรงนี้ ฮอนดะ เองก็คงจะไม่เคอะเขินเท่าไรนักหากเขาจะถูกเรียกว่า "เบ็คแฮมแห่งเอเชีย"

 

แหล่งอ้างอิง

http://travel.cnn.com/tokyo/play/making-soccer-style-star-200662/
http://honda-estilo.com/en/portfolio/
https://www.mag2.com/m/0001678906.html
https://www.theplayerstribune.com/en-us/articles/keisuke-honda-japan-more-than-the-ball



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

ภราดร ภราดร

อยากจะทำให้ดี ไม่ใช่แค่อยากจะทำให้เป็น
     


x