FEATURE

เหตุใดฟุตบอลไทยกับเวียดนาม จึงกลายเป็นคู่แข่งเบอร์ 1 แห่งภูมิภาค ? | Main Stand



ไทย - เวียดนาม เป็นสองชาติในภูมิภาคอาเซียนที่ไม่มีพรมแดนติดต่อกัน แต่ทุกครั้งที่เจอกันในเกมฟุตบอล ดูเหมือนจะเป็นเกมแห่งศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้

 


ไม่ว่าการแข่งขันรายการนั้นจะเป็นทัวร์นาเมนต์ไหน รุ่นอายุเท่าไหร่ หากเป็นการพบกันของ 2 ชาตินี้ นักเตะช้างศึก และแข้งดาวทอง ก็จะวิ่งสู้ฟัด เล่นไม่เลิก ตลอด 90 นาที จนอาจกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า นี่คือ 2 ชาติที่ช่วงชิงความเป็นเจ้าอาเซียนในฟุตบอลยุคใหม่ อย่างแท้จริง

ในเดือนธันวาคมนี้ การแข่งขันฟุตบอล เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020 จะแข่งขันขึ้น ซึ่งจะมีการจับสลากในวันอังคารที่ 21 กันยายนนี้ เวลา 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย   และจะเป็นการชิงเจ้าแห่งอาเซียนกันอีกครั้ง  ซึ่งในครั้งนี้  เวียดนามกับ ไทย  ก็มีโอกาสจะต้องโคจรมาพบกันอีกครั้ง

Main Stand ขอพาผู้อ่านไปอุ่นเครื่องความมัน ขุดย้อนถึงปูมหลังของ “ช้างศึก” และ “ดาวทอง” เหตุใดทั้งสองประเทศ จึงกลายมาเป็น คู่แข่งที่ดุเดือดที่สุดแห่งวงการลูกหนังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?


จากชาติยากจนสู่คู่แข่งเบอร์ 1 

ฟุตบอล จัดเป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมและได้รับการสนับสนุนจากรัฐไทย มาอย่างช้านาน ดูได้จากประวัติศาสตร์การก่อตั้งสมาคมฯ ที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ และดำเนินการในรูปแบบสมาคมมามากกว่า 100 ปี 

ไม่แปลกหาก “ทีมชาติไทย” จะครองความยิ่งใหญ่ในความเป็นเบอร์ 1 อาเซียน มาโดยตลอด เพราะมีรากฐานฟุตบอลที่ยาวนาน ต่อเนื่อง ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและเอกชนมาโดยตลอด 

ขณะที่ชาติอื่นๆ ในอาเซียน (ไม่เว้นแม้แต่ เวียดนาม ที่ในอดีต ทีมเวียดนามใต้ เป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ในกีฬาแหลมทอง) ต่างมีช่วงเวลาที่ทำให้การพัฒนากีฬาฟุตบอลหยุดชะงัก จากภัยสงคราม, พิษเศรษฐกิจ ตลอดจนการเมืองการปกครองภายในประเทศ 

มาตรฐานฟุตบอลของชนชาติอื่นๆ ในอาเซียน จึงล้าหลังไทยอยู่พอสมควร วัดได้จากความสำเร็จ ในการเป็นแชมป์ฟุตบอลชาย ซีเกมส์ 16 สมัยจาก 21 ครั้ง และแชมป์อาเซียน (เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ) มากสุด 5 สมัยจาก 12 ครั้ง 

ผลกระทบจากสงครามเวียดนาม ทำให้ เวียดนาม เคยเป็นประเทศที่ยากจนมากสุดแห่งหนึ่งของโลก แต่เพราะเหตุใดพวกเขาจึงก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น ชาติคู่ปรับหมายเลข 1 ของไทย ในสังเวียนลูกหนังได้อย่างไร ทั้งที่ประเทศอย่าง มาเลเซีย และ สิงคโปร์ ก็ต่างเคยเป็นคู่แข่งแย่งชิงความสำเร็จกับไทย 

“เวียดนามในอดีต เป็นชาติที่มีมาตรฐานฟุตบอลที่ดีในระดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าพอเจอกับ ไทย มักจะเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน  และด้วยความที่เราเจอกับเวียดนาม บ่อยครั้งในนัดสำคัญ เกมชิงดำที่ต้องชี้ชะตา ก็ทำให้แฟนบอลสองชาติ จดจำและเกิดความรู้สึกว่า ไทย กับ เวียดนาม นี่แหละคือคู่แข่งที่แย่งชิงความเป็นเบอร์ 1 อาเซียน” 

“ส่วนชาติอื่นอย่าง มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดฯ, เมียนมา ชาติเหล่านี้จะขึ้นมาเป็นพักๆ แล้วก็หายไป  แต่เวียดนาม มาตรฐานเขาไม่ตกลงไปมาก แต่โดยรวมเราเหนือกว่าเวียดนามมาโดยตลอด” 

“มีแค่ช่วงระยะหลังที่ เวียดนาม เริ่มขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับไทยมาก ซึ่งก็เป็นผลจากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและลงทุนกับเยาวชน สาธารณูปโภค เพราะพวกเขาต้องการจะไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายให้ได้ และหนึ่งในด่านที่เขาต้องผ่านให้ได้ก็คือ การก้าวข้ามทีมชาติไทย”

“จะเห็นได้ว่าทุกครั้งที่ เวียดนาม เจอกับ ไทย นักเตะเวียดนาม จะมีความมุ่งมั่น ความกระหาย ความอยากเอาชนะที่มากกว่า การเจอกับทีมชาติอื่น ส่วน ไทย ความกระหายอาจไม่เท่าเวียดนาม เพราะเป็นเบอร์ 1 ในภูมิภาคนี้มานาน ทำให้ เวียดนาม เริ่มมีความหวัง ที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นมาให้เหนือกว่า ไทย ” โยธิน อารีย์การเลิศ - ผู้สื่อข่าวและผู้บรรยายกีฬา ที่คลุกคลีกับวงการลูกหนังอาเซียน มาอย่างยาวนาน ชี้ให้เห็นถึงเหตุผลว่าทำไม เวียดนาม - ไทย จึงมีความรู้สึกเป็นคู่แข่งกัน 

โยธิน อธิบายต่อว่า อาจจะด้วยการที่เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยมที่ค่อนข้างมีเสถียรภาพด้านการเมือง ทำให้พวกเขาสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง, ไม่ติดขัดปัญหามากนัก 

ที่สำคัญเวียดนามเป็นชาติที่ให้ความสำคัญอย่างมาก ในการลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ ทั้ง ด้านการศึกษา, วิทยาศาสตร์, เทคโนโลยี รวมถึงด้านการกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอล ที่มี ไทย เป็นทีมหมายเลข 1 ในภูมิภาคอาเซียนที่พวกเขาต้องข้ามไปให้ได้ 

 

ด่านสำคัญที่ชื่อว่า “ช้างศึก”

Photo : vietnamnews.vn

หลังจากมีความฝันที่อยากจะทาบบารมีกับ “ช้างศึก” สหพันธ์ฟุตบอลเวียดนาม (VFF)  ได้มีการวางแผนระยะยาวและปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อพัฒนาฟุตบอลทีมชาติเวียดนาม อาทิ การสร้างศูนย์ฝึกฟุตบอลขนาดใหญ่ ที่ใช้เป็นสถานที่เก็บตัวกินนอนสำหรับ นักฟุตบอลระดับเยาวชน 

ทำให้ เวียดนาม สามารถพัฒนาเยาวชนได้อย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น รวมถึงในช่วงหลัง ที่ได้มีการว่าจ้างปรมาจารย์ลูกหนังอย่าง ฟิลิปป์ ทรุยซิเยร์ ที่เคยวางระบบทีมชาติญี่ปุ่น มาดูแลภาพกว้างของฟุตบอลเวียดนาม และใช้เฮดโค้ชฝีมือดีอย่าง พัค ฮัง ซอ มาทำหน้าที่ผู้ฝึกสอนทีมชาติชุดใหญ่ และรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เพื่อยกระดับทีมไปอีกสเต็ป

ผลลัพธ์ที่ออกมา เวียดนาม มีพัฒนาการที่ดีขึ้นและเปลี่ยนไปมาก หากเทียบกับในอดีตที่เคยตกรอบแรกซีเกมส์ 2 ครั้งติดในปี 1991 และ 1993 รวมถึงเคยมีอันดับโลกห่างกับไทยถึง 82 อันดับในปี 1994 (ไทยอันดับ 69 เวียดนาม 153 ของโลก)

หลังจากนั้น เวียดนาม ตกรอบแรกซีเกมส์เพียงแค่ครั้งเดียว (ในปี 2013) และได้เข้าชิงกับ ไทย ถึง 7 ครั้ง จาก 12 ครั้งที่ลงแข่งขันกัน 

ส่วนศึกฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน (เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ) เวียดนาม ก็ประสบความสำเร็จ ด้วยการคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ไปครอง ในการแข่งขันเมื่อปีที่ผ่านมา สวนทางกับ ทีมชาติไทย ที่พลาดเป้าทัวร์นาเมนท์นั้น ได้เพียงอันดับ 3 ร่วม 

ปัจจุบัน เวียดนาม มีอันดับโลกที่เหนือกว่า ไทย ถึง 27 อันดับ  (เวียดนามอันดับ 95 ไทยอันดับ 122 ของโลก)  ตามการจัดอันดับโดย ฟีฟ่า แรงกิ้ง ในเดือนกันยายน 2021

“ต้องยอมรับว่า พัค ฮัง ซอ เข้ามามาทำให้ ทีมชาติเวียดนามเปลี่ยนไป จากเดิมที่นักบอลมีแค่พละกำลัง วิ่งไล่บอลสะเปะสะปะ เวลาเจอกับทีมชาติไทย ผู้เล่นดูมีความกังวล เกรงศักดิ์ศรีเรา”  โยธิน อารีย์การเลิศ กล่าวเริ่ม

“แต่ด้วยจิตวิทยาและแท็คติกของ พัค เขามักจะกระตุ้นลูกทีมเสมอว่า ‘เราไม่กลัวทีมชาติไทย’ ‘เราสู้ได้’ เขาเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้กับนักฟุตบอล ทำให้นักบอลเวียดนามยุคหลัง มีจิตใจที่ห้าวหาญ มีความฮึกเหิม อยากโชว์ อยากพิสูจน์ตัวเอง”

“บวกกับแท็คติกที่อาจดูไม่ซับซ้อนของ พัค แต่ได้ผลจริง ก็ทำให้ เวียดนาม เป็นทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่น จังหวะเพรสซิ่งน่ากลัว และสวนกลับได้อยางอันตราย แม่นยำ” 

“ซึ่งเป็นผลจากความกล้าที่จะลงทุนกับโครงสร้างทั้งระบบ การนำเอาเรื่องวิทยาศาสตร์ โภชนาการเข้ามาช่วย เวียดนามในยุคนี้ จึงยกระดับตัวเองขึ้นถึงจุดที่ สามารถชนะ ไทย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์วันนั้นเป็นวันของใครเลย”

 

แรงผลักดันของกันและกัน 

หากมองอีกมุมหนึ่งการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งของ ทีมชาติเวียดนามนั้น เป็นผลดีต่อ ทีมชาติไทย รวมถึงฟุตบอลอาเซียนทั้งระบบ 

Photo : ช้างศึก 

เพราะมันทำให้ความสำเร็จไม่ถูกผูกขาดกับชาติใดชาติหนึ่ง และเมื่อมีชาติ ที่มีศักยภาพเป็นแชมป์ได้พอกันสองทีม ก็ย่อมส่งผลให้เกิดการแข่งขัน และแรงผลักดันซึ่งและกัน 

อย่างที่เห็นได้ชัดเจนในอดีต ความสำเร็จของ “ไทย” และความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีกในนัดสำคัญของ เวียดนาม ทำให้ ทัพดาวทอง ตื่นตัวที่จะพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวข้ามไทย ในสักวันหนึ่ง 

ตั้งแต่ยุคที่ วี-ลีก นำเข้าผู้เล่นไทยไปเล่นอย่างมากมาย จนถึงมายุคที่ ทีมชาติระดับเยาวชน ก้าวขึ้นไปถึงตำแหน่งรองแชมป์เอเชีย ในศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี 

ขณะที่ ทีมชาติไทย การได้เห็น เวียดนาม แกร่งขึ้นมา น่าจะทำให้ ช้างศึกเรา เกิดความรู้สึกที่ต้องขยับมาตรฐานตัวเองขึ้นไปอีก และไม่มองข้ามคู่แข่งภูมิภาคอาเซียน ที่เราอาจเคยคิดว่า มาตรฐานฟุตบอลของชาติเหล่านี้ ตามหลังเราเยอะ 

เพราะในช่วงระยะเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา เวียดนาม ได้พิสูจน์ตัวเองว่า ชนชาติของพวกเขา ก็มีความสามารถในเชิงลูกหนัง และพร้อมที่เขย่าบัลลังก์ความเป็นเบอร์ 1 ของไทย 

ดังนั้นเสียงเชียร์และกำลังใจจากแฟนบอล อาจเป็นอีกตัวหนึ่งแปรสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสริมพลังใจให้กับ ทัพช้างศึก ในทุกๆ สนามแข่งขัน 

Photo : Chang World

และในเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2020  ทั้งคู่อาจจะได้เจอกันอีกครั้ง  หลังจากที่ในฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ทีมไทยต้องเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำให้เวียดนามเป็นตัวแทนของกลุ่มในการผ่านเข้ารอบ  แต่การเจอกันของไทยกับ เวียดนาม โดยตรง ยังไม่มีใครกินกันลง และเสมอกันไปด้วยสกอร์ 0-0 ทั้งสองนัด 
 

แหล่งอ้างอิง : 

https://ngthai.com/cultures/19761/economicmiracleofvietnam/
https://kasikornresearch.com/th/analysis/k-econ/business/Pages/5523.aspx
https://www.fifa.com/fifa-world-ranking/ranking-table/men/



AUTHOR

อลงกต เดือนคล้อย

Fake Writer
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x