FEATURE

อเบเบ บิกิลา : นักวิ่งเท้าเปล่าผู้พิชิตโอลิมปิกที่โลกลืม | Main Stand



ภาพยนตร์ระดับแมส ๆ ทั่วไปจะมีพล็อตเรื่องไหนเท่ไปกว่าการที่พระเอกของเรื่องมาจากจุดต่ำที่สุดและสู้ฝ่าฟันจนถึงขั้นทำให้โลกตะลึงในตอนจบ ... แต่มันจะเท่กว่าไหมถ้าเกิดมีคนจริง ๆ ที่ทำสิ่งซึ่ง "เรียล" ยิ่งกว่าพระเอกที่อยู่ในหนัง


 

นี่คือการเขียนบทจากพระเจ้าที่เกิดขึ้นจริงกับกับ อเบเบ บิกิลา นักวิ่งชาวเอธิโอเปีย ที่คว้าเหรียญทองในโอลิมปิกปี 1960 ที่มีจุดเริ่มต้นจากการไม่รู้เนื้อรู้ตัวและไหลไปตามกระแสแห่งโชคชะตาแบบงง ๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรมันก็ดูเหมือนบังเอิญและเป็นใจให้เขาเกิดมาเพื่อยิ่งใหญ่เสมอ 

ติดตามเรื่องราวที่ยิ่งกว่าพระเอกหนังเรื่องใดในโลกที่เกิดขึ้นกับเหรียญทองแห่งความทรงจำของชาวเอธิโอเปียได้ที่นี่ ...

 

ฉากเปิดตัวพระเอก

แดดจ้าส่องลงมาท้าทายมนุษย์ที่เมืองเมนดิดา ประเทศเอธิโอเปีย ละอองแสงฉายลงมาราวสปอตไลท์ใส่ตัวเด็กน้อยคนหนึ่งที่ชื่อว่า อเบเบ บิกิลา เด็กชายที่คิดว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นคนเลี้ยงแกะตามอาชีพหลักของครบครัว


Photo : dbs.bh.org.il

การทำงานหนักทุกเมื่อเชื่อวันแต่ไม่เห็นว่าชีวิตของตัวเองและคนรอบข้างจะดีขึ้นทำให้ อเบเบ ในวัย 15 ปี เริ่มเพ่งพินิจถึงสิ่งที่ตัวเองทำว่ามันดีที่สุดแล้วหรือ การเลี้ยงแกะในทุ่งกว้างที่แสนสบายแต่กลับยังต้องอดมื้อกินมื้อแบบนี้ ? 

ว่าแล้วเขาก็เริ่มได้ความคิดว่า มันจะต้องมีอาชีพที่มั่นคงกว่านี้และใช้สิ่งที่มีต่อยอดให้ได้ ... นั่นคือพละกำลังของเขาเอง

อเบเบ ต้องเลี้ยงแกะทั้งวัน เดินต้อนแกะจากเช้าจนค่ำ นั่นจึงทำให้ร่างกายเขาแข็งแกร่งโดยไม่รู้ตัว และเมื่ออายุได้ 16 ปี เขาเข้าไปทดสอบเพื่อสมัครเป็นทหารในสังกัดกองทัพเอธิโอเปีย ซึ่งสุดท้ายร่างกายที่สะสมพลังมาเนิ่นนานก็ทำให้เขาได้สังกัดในหน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของราชวงศ์เอธิโอเปียเลยทีเดียว

ความยินดีกับหน้าที่การงานและการเงินที่ดีขึ้นไม่ได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของเขามากนัก แต่ก่อนเขาอาจจะเดินต้อนฝูงแกะ แต่หลังจากได้งานนี้เขาต้องเดินเท้าจากบ้านไปทำงานในกรุงแอดดิส อบาบา ที่เป็นเมืองหลวงของเอธิโอเปีย เป็นระยะเวลากว่า 20 กิโลเมตรในทุก ๆ วัน จนกระทั่งสิ่งที่เขาคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติไม่ได้ยากเย็นอะไรก็ไปกระทบสายตาใครคนหนึ่งเข้า

เนื่องด้วยการแข่งขันโอลิมปิกในยุคสัก 50-70 ปีก่อนนั้นเป็นการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ ไม่ได้เปิดช่องให้นักกีฬาอาชีพเข้าไปล่ารางวัลอยู่แล้ว ดังนั้นชาติที่ไม่ได้มีอำนาจและทรัพยากรมนุษย์มากมายหลาย ๆ ประเทศ รวมถึง เอธิโอเปีย จึงต้องส่งกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศไปแข่งขัน ซึ่งนั่นก็คือทหาร ดังนั้นเองราชวงศ์เอธิโอเปียจึงได้จ้าง ออนนี นิสคาเนน อดีตนักวิ่งทีมชาติฟินแลนด์ มาทำงานภายใต้ตำแหน่ง "แมวมอง" คอยสอดส่องหาทหารที่มีศักยภาพพอที่จะไปแข่งขันในเวทีระดับโลกในฐานะตัวแทนของประเทศได้ 

หน้าที่ของ นิสคาเนน คือการหานักกีฬาทีมกรีฑาไปแข่งในโอลิมปิกปี 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีเขาได้เตรียมในส่วนของทีมวิ่งระยะไกลได้ครบทุกตำแหน่งแล้ว แต่ดวงของ อเบเบ มันเป็นดวงระดับพระเอกของเรื่อง ต่อให้ทุกอย่างได้ถูกตัดสินไว้ก่อนแล้วก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ก่อนโอลิมปิกจะเริ่มแข่งไม่กี่วัน นักวิ่งที่โค้ช นิสคาเนน วางตัวไว้ให้เป็นตัวชูโรงที่มีชื่อว่า วามี บิราตู กลับต้องถอนตัวฉุกเฉินจากอาการป่วยหนัก (ไม่ได้ระบุว่าเป็นโรคอะไร) จนถึงขั้นไม่สามารถไปแข่งได้ โค้ช นิสคาเนน จึงเรียกตัวสำรองอย่าง อเบเบ ในวินาทีสุดท้าย ... โดยที่เขาไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย 

 

แตกต่าง ... อย่างพระเอก 

สถานการณ์ก่อนบินไป อิตาลี นั้นชุลมุนมาก อเบเบ โดนเรียกตัวแบบเส้นยาแดงผ่าแปด ดังนั้นเขาจึงรีบเข้าไปที่ศูนย์ฝึกเพื่อเลือกรองเท้า ปรากฎว่าหนนี้โชคไม่เข้าข้าง


Photo : www.outsideonline.com

adidas คือแบรนด์ที่สนับสนุนทีมวิ่งของ เอธิโอเปีย เรื่องมันมีอยู่ว่า adidas มอบรองเท้ามาตามลิสต์ที่โค้ช นิสคาเนน สั่งไว้ ดังนั้น อเบเบ จึงไม่มีรองเท้าไซส์ของตัวเองเลย 

เขาลองเดินหาและเลือกเอารองเท้าของ บิราตู ที่ถอนตัวออกไปมาสวมดู ปรากฎว่าเมื่อได้ลองใส่วอร์มแล้วมันเกิดไม่เข้าแก๊ปขึ้นมา เขาจึงบอกกับโค้ชว่า "ไม่เอารองเท้าได้ไหม ?" นั่นทำให้ทุกคนงงไปตาม ๆ กัน และถามเขาว่าจะวิ่งเท้าเปล่ากับนักแข่งระดับหัวแถวของโลกจริงหรือ ? คำตอบคือ "จริง" เขาไม่ได้ล้อเล่น อเบเบ ซ้อมกับเท้าเปล่ามาตลอด ดังนั้นงานนี้เขาเลือกจะทำในสิ่งที่ถนัดที่สุด

เมื่อถึง อิตาลี เขาดูเหมือนหนุ่มซื่อจากแดนไกลไม่มีผิด เขาไม่เคยวิ่งแข่งแบบจริง ๆ จัง ๆ เลย แต่ครั้งแรกของเขากลับเป็นมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ อย่างไรก็ตามถึงแม้จะซื่อแต่เขาก็มีสติ เมื่อเขาไม่มีประสบการณ์สิ่งที่ควรทำที่สุดคือการเชื่อคนที่เคยผ่านการแข่งขันระดับสูงมาก่อน ซึ่งนั่นก็คือ โค้ชนิสคาเนน ... อเบเบ ตั้งใจฟังทุกคำที่โค้ชสอนและตั้งใจว่าจะทำตามแผนที่โค้ชของเขาวางมาให้ทุกระเบียดนิ้ว

ก่อนลงแทร็กจริง โค้ชนิสคาเนน รู้ว่านักกีฬาของเขาต้องการคำแนะนำสุดท้ายที่สั้น ๆ และเข้าใจง่ายที่สุด เขาจึงสรุปใจความมาเพื่อส่งต่อให้ อเบเบ ว่า "เอางี้ นายดูไอ้เบอร์ 26 ไว้ดี ๆ หายใจรดต้นคอมันไว้อย่าให้หมอนั่นฉีกนายเป็นอันขาด" ... หากมีเสียงบันทึกไว้เชื่อว่า อเบเบ คงจะตอบว่า "ครับ" เป็นแน่แท้  เขารับคำสั่งสุดท้ายมาแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่ทำตามเรื่องและปิดจ็อบด้วยฝีเท้าของตัวเองเท่านั้น 

หมายเลข 26 ที่โค้ช นิสคาเนน พูดถึงคือนักกีฬาจากโมร็อคโคที่ชื่อว่า ราห์ดี เบน อับเดสซาเลม ซึ่งเป็นตัวเต็งในการแข่งชิงเหรียญทองมาราธอนครั้งนี้ ... หาก อเบเบ ตามติด "เบอร์ 26" ได้ตลอด เอธิโอเปีย ก็อาจจะมีปาฏิหาริย์ในการคว้าเหรียญทองนี้ 


Photo : myhero.com

กรรมการเรียกนักกีฬาทุกคนเข้าประจำตำแหน่งและส่งสัญญาณผ่านเสียงปืนดัง ปั้ง ! อเบเบ นักวิ่งเท้าเปล่าคนเดียวในแทร็กออกสตาร์ทด้วยความเร็วตามที่ซ้อมไว้ จากนั้นเขากำลังมองหานักวิ่งที่ชื่อว่า ราห์ดี้ เบน อับเดสซาเลม ตามที่โค้ชบอก แต่ปัญหาคือหนุ่มซื่อจากเอธิโอเปียจำไม่ได้ว่าหน้าตาของคนที่ให้วิ่งตามเป็นอย่างไร หุ่นของเขาเป็นแบบไหน เพราะเขามัวแต่วุ่นวายกับเรื่องรองเท้าที่หลายคนพยายามจะยัดเยียดให้เขาใส่ลงแข่ง ซึ่งกว่าที่จะถกเถียงกันเสร็จว่าจะวิ่งเท้าเปล่า เขาก็ลืมหน้า ราห์ดี้ ไปเสียแล้ว

แต่ไม่เป็นไร อเบเบ ยังเหลือพื้นที่ความทรงจำให้กับบางข้อมูลที่โค้ชบอก แม้จะลืมหน้าตาแต่เขาจำเบอร์ได้แม่นยำ "หมายเลข 26" แค่เบอร์นี้ก็เพียงพอแล้ว ... เขาวิ่งไปก็มองหาไป แต่แปลกที่มองยังไงก็ไม่เห็นหมายเลข 26 สักที  

 

เบอร์ 26 ล่องหน ? 

ผ่านมาแล้ว 10 กิโลเมตร, 20 กิโลเมตร และ 30 กิโลเมตร ก็ยังไม่เจอนักวิ่งคนที่ว่า ... เขาชักเริ่มสงสัยแล้วว่าไอ้หมายเลข 26 ที่โค้ชว่ามันล่องหนได้หรืออย่างไร ?


Photo : www.sportskeeda.com

ยิ่งหาไม่เจอเขาก็ยิ่งเร่งฝีเท้า แต่ที่ชวนแปลกใจคือทำไมนักวิ่งที่ได้ Bib (เบอร์วิ่ง) หมายเลข 185 ซึ่งไม่ได้อยู่ในลิสต์ที่โค้ชนิสคาเนนวางไว้กลับตีคู่กับเขามาตลอด ... ความจริง นักวิ่งหมายเลข 185 ก็คือ ราห์ดี เบน อับเดสซาเลม ที่ต้องใช้ Bib ในการแข่งกรีฑาประเภทลู่ แทน Bib สำหรับรายการมาราธอนก่อนเริ่มแข่ง เนื่องจากเขาหา Bib เบอร์ 26 ไม่เจอนั่นเอง

มันเป็นความบังเอิญราวกับภาพยนตร์อีกครั้ง เพราะการมองหาเบอร์ 26 ทำให้เขาแซงทุกคนจนกระทั่งไม่เหลือใครให้แซง และจังหวะสุดท้ายก็เหลือเขากับ ราห์ดี ที่บี้กันจนถึงเส้นชัย 


Photo : www.stridenation.com

แน่นอนว่าในเมื่อบทมันถูกเขียนมาถึงขนาดนี้แล้วผู้ชนะคงจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก อเบเบ พระเอกของเรื่อง เขาระเบิดสปีดครั้งสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย คว้าเหรียญทองให้กับ เอธิโอเปีย ได้สำเร็จจนได้ ... และเมื่อรับเหรียญทองเขาก็เพิ่งได้รู้ว่าเรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นกับเขามันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เพราะเขากลายเป็นแอฟริกันผิวดำคนแรกที่คว้าเหรียญทองโอลิมปิกได้ 

เรื่องราวของชายเท้าเปล่าผู้พิชิตนักวิ่งจากทั่วโลกกลายเป็นที่สนใจของสื่อขึ้นมา ทุกคนรุมสัมภาษณ์เขา ทว่าหนนี้ไม่มีเรื่องราวความบังเอิญหรือเรื่องแปลก ๆ จากปากเขาแล้ว อเบเบ ให้สัมภาษณ์ด้วยเนื้อหาที่ทรงพลังสมเกียรติกับความยิ่งใหญ่ที่เขาได้สร้างไว้ในครั้งนี้


Photo : www.theguardian.com

"ผมอยากให้ทั้งโลกรู้จักประเทศของผม เอธิโอเปีย คือดินแดนที่มุ่งมั่นและกล้าหาญเพื่อชัยชนะเสมอ" เขาสัมภาษณ์หลังคว้าเหรียญทอง 

 

อยู่ที่ไหนก็คือตำนาน

หลังจากกลับประเทศในฐานะฮีโร่เหรียญทอง อเบเบ ก็เริ่มลงแข่งในรายการมาราธอนต่าง ๆ รวมถึงโอลิมปิกปี 1964 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นด้วย ซึ่งครั้งนั้นเขาสามารถคว้าเหรียญทองและทำลายสถิติโลกด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 12 นาที 11 วินาที โดยคราวนี้ เขาใส่รองเท้าวิ่งของ PUMA ต่างจาก 4 ปีก่อน


Photo : vaaju.com

เมื่อมีคนถามเขาว่ารู้สึกอย่างไรกับการแข่งครั้งนี้ เขาบอกด้วยประโยคแชมเปียนว่า "สบาย ๆ จะให้วิ่งอีก 10 กิโลเมตรก็ยังไหว"

นอกจากนี้ เจ้าตัวกลับมาแข่งอีกครั้งในโอลิมปิก 1968 ที่กรุงเม็กซิโก ซิดี้ เม็กซิโก แต่หนนี้เขาต้องออกจาการแข่งขันในช่วงเข้ากิโลเมตรที่ 17 เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บไปอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตามเรื่องราวสุดเหวี่ยงของ อเบเบ ยังไม่จบลงเท่านั้น หลังประสบความสำเร็จถึงขีดสุด เขาก็กลับมาจุดที่โชคร้ายที่สุดเหมือนกัน เพราะเขาประสบปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 1969 จนตัวเองเป็นอัมพาต

แม้จะต้องเจอกับจุดเปลี่ยนชีวิตอันโหดร้าย แต่คนที่เกิดมาเพื่อเป็นพระเอกจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ซึ่งสะท้อนผ่านคำพูดของอเบเบในการให้สัมภาษณ์ว่า "ในทุกความสำเร็จ บางครั้งโศกนาฏกรรมก็เกิดขึ้นเป็นธรรมดา ผมเชื่อว่ามันเป็นประสงค์ของพระเจ้าที่ให้ผมชนะโอลิมปิก รวมถึงเจออุบัติเหตุนี้ ซึ่งผมพร้อมน้อมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความยินดี เพราะมันเป็นความจริงที่เกิดกับชีวิต ผมก็แค่ใช้ชีวิตกับมันให้มีความสุขเท่านั้นเอง"

เขาเปลี่ยนตัวเองด้วยการฝึกหัดยิงธนูและเทเบิลเทนนิส จนถึงขั้นไปแข่งกีฬาผู้พิการและผู้นั่งวีลแชร์นานาชาติที่ประเทศอังกฤษในปี 1970 รวมถึงการแข่งรถเลื่อนหิมะ ซึ่งเจ้าตัวสามารถคว้าแชมป์ในรายการสำหรับผู้พิการที่ประเทศนอร์เวย์ในปี 1971 อีกด้วย


Photo : www.theguardian.com

ไม่ว่าชายผู้นี้เดินทางไปที่แห่งหนใด ก็เหมือนราวกับพระเจ้าเขียนบทให้เขาเป็นผู้ชนะไปเสียทุกที อย่างไรก็ตามนี่คือชีวิตจริงไม่ใช่ในหนัง ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอนสำหรับความยิ่งใหญ่ที่มีจุดเริ่มต้นของเด็กเลี้ยงแกะคนนี้

หลังจากประสบความสำเร็จทั้งในฐานะนักกีฬาและลูกผู้ชายคนหนึ่ง อเบเบ ก็เสียชีวิตในปี 1973 ด้วยอาการเลือดคั่งในสมอง ซึ่งเป็นผลกระทบจากอุบัติเหตุครั้งนั้น

นี่ก็ผ่านมาแล้วกว่า 60 ปี แต่ทุกครั้งที่โอลิมปิกวนมาแข่งขันในแต่ละครั้ง เรื่องราวของ อเบเบ มักจะถูกนำมาเล่าในเชิงสารคดีเพื่อเตือนความจำให้กับชนรุ่นหลังเสมอ 

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.sportskeeda.com/running/winning-olympics-barefoot-setting-records-abebe-bikilia-ethiopian-running-icon
http://www.ethiopians.com/abebe.htm
https://www.nytimes.com/1973/10/26/archives/abebe-bikila-46-track-star-dies-only-man-to-win-olympic-marathon.html
https://en.wikipedia.org/wiki/Abebe_Bikila



AUTHOR

ชยันธร ใจมูล

นักเขียนลูกสอง จองเรื่องฟุตบอลและมวยโลก รู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แต่เขียนแล้วอินทุกเรื่อง
     


PHOTO

อภิสิทธิ์ โชติพิบูลย์ทรัพย์

Graphic Designer แห่ง Main Stand ผู้รับเหมางานภาพกราฟิกหน้าปกบทความทุกชิ้น
     


x